แนะวิธีหลบภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างแบบเมพขิงๆ
  AREA แถลง ฉบับที่ 194/2561: วันพฤหัสบดีที่ 05 เมษายน 2561

ผู้แถลง: ดร.โสภณ พรโชคชัย
ประธานกรรมการบริหาร ศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ไทย
บจก. เอเจนซี่ ฟอร์ เรียลเอสเตท แอฟแฟร์ส
sopon@area.co.th

            ก่อนอื่นคงต้องรู้จักคำว่า "เมพขิงๆ" เสียก่อน เพราะเป็นศัพท์วัยรุ่น เป็นคำแสลงที่มาจากการเขียนผิดว่า "เทพจริงๆ" แสดงว่าสิ่งที่ผมจะแนะนำนั้น เป็นการเลี่ยงกฎหมายขั้นเทพจริงๆ ไม่ผิดกฎหมาย ไม่ต้องเสียภาษี แถวไม่เสียฟอร์มอีกต่างหาก

            อันที่จริงผมสนับสนุนการเสียภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง เพราะเป็นแนวทางที่ดีในการมีภาษีมาพัฒนาประเทศ ภาษีนี้เป็นภาษีที่ดีเพราะเก็บในท้องถิ่น ใช้ในท้องถิ่น ไม่ต้องกลัวเงินหายกลางทาง หากเป็นภาษีมูลค่าเพิ่ม เก็บแล้วก็เข้าส่วนกลาง ส่วนกลางก็ส่งมาให้ท้องถิ่น ท้องถิ่นก็ไม่รู้สึกว่าตนเองเป็นเจ้าของภาษี ก็ไม่รู้จักหวงแหน เกิดอาการ "วัดครึ่งหนึ่ง กรรมการครึ่งหนึ่ง" ขึ้นมาทันที และบ่อยครั้งก็กลายเป็นปัญหาในองค์การปกครองส่วนท้องถิ่นที่ทุกวันนี้ ภาษีถึง 90% มาจากส่วนกลางส่งไปให้ ที่เก็บเองมีเพียงราว 10% - 15% เท่านั้น

            แต่บางคนก็อาจเถียงว่า ขืนใคร "เอาไม้ซี่ไปงัดไม้ซุง" ไปขวางการโกง อาจเจอ "ไข้โป้ง" ได้  เรื่องนี้ไม่ต้องกลัว ดูอย่างกรณีนักศึกษาออกมาเปิดโปงการโกงในกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงมนุษย์เมื่อเร็วๆ นี้ หรือในกรณีอื่นๆ ก็ยังอยู่รอดได้ อย่ากลัวเกินเหตุ แต่บางครั้งก็อาจเกิดเรื่องเลวร้ายเช่นนี้ได้ แต่เมื่อประชาชนต่างตระหนักถึงสิทธิและรู้จักหวงแหนภาษีที่ตนเองเสียไป การโกงก็จะเกิดน้อยลง ประชาธิปไตยในท้องถิ่นก็จะพัฒนาเพราะท้องถิ่นมี "เสรีภาพ" ทางการเงินจากการเก็บภาษีเอง ไม่ต้องขึ้นต่อส่วนกลาง ส่วนกลางจะมาสั่ง "ซ้ายหัน ขวาหัน" ต่อไปอีกไม่ได้นั่นเอง

            แต่ถ้าจะเลี่ยงภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ผมก็มีข้อแนะนำแบบ "เมพๆ" หรือ "เทพๆ" เพราะนอกจากไม่ต้องเสีรยภาษีแล้ว ยังไม่ผิดกฎหมาย บ้างยังอาจได้โล่ ได้รับคำชมเชยในฐานะบำเพ็ญประโยชน์ต่อสังคมเสียอีก เรียกว่ามีแต่ได้กับได้ แม้เป็นการเลี่ยงกฎหมาย แต่ก็ไม่ผิดกฎหมายใดๆ นี่แหละครับประโยชน์ของการมีเทพแบบ "ศรีธนญชัย" ในประเทศไทย หรือบางคนเรียกว่าเราอยู่ในยุค "ตอแหลแลนด์" นั่นเอง

            ทางที่เราจะพอทำได้ประกอบด้วย

            1. อย่าซื้อบ้านที่มีราคาเกินกว่า 50 ล้านบาทตามราคาประเมินทุนทรัพย์เพื่อการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม ซึ่งมักต่ำกว่าราคาตลาด โดยทั่วไป ราคาประเมินราชการมักต่ำกว่าราคาตลาด คือมีมูลค่าเพียง 20% - 60% ของมูลค่าตลาด ดังนั้น ถ้าเรามีบ้านที่มีราคา 49 ล้านบาทตามราคาประเมินราชการ ก็เท่ากับเป็นราคาตลาดที่ 81- 245 ล้านบาท เพราะหากไม่ใช่ "บ้านหลัก" เป็น "บ้านหลังที่ 2 ที่มีราคาประเมินที่ 49 ล้านบาท ก็จะเสียภาษี 0.02% หรือ 9,800 บาทต่อปี หรือเดือนละ 817 บาท สำหรับบ้านราคาตลาดที่ 81-245 ล้านบาท ถือว่า "ขี้ๆ" มาก "ขนหน้าแข้งไม่ร่วง" ทำบุญหรือ "เลี้ยงเด็ก" หรือ Tip นักร้องรวมๆ กันยังมากกว่านี้นั่นเอง

            2. กรณีเป็นที่ดินเปล่า เราจะต้อง

            2.1 เอาไปทำอย่างอื่นแทน อย่าให้มีสภาพเป็นที่ดินเปล่า เพราะที่ดินเปล่าต้องเสียภาษีหนัก เช่น เรามีที่ดินสัก 100 ตารางวาใจกลางเมือง เป็นเงินตารางวาละ 1 ล้านบาท ก็เท่ากับ 100 ล้านบาท แต่ราคาประเมินราชการอาจจะราว 500,000 บาทต่อตารางวา ก็เป็นเงินที่ 50 ล้านบาท เราอาจต้องเสียภาษีปีละ 150,000 บาท  แต่ถ้าเรามาทำกิจกรรมอื่น เช่น อยู่อาศัย หรือเกษตรกรรมหรือเรียกให้เท่ๆ ว่า "Urban Farm" ก็เสียเพียง 0.01% หรือประมาณ 5,000 บาท ประหยัดไปถึง 145,000 บาท เอาไปซื้อความสุข เสพสุข เข้าแหล่งอบายมุข ยังได้ความสุขชั่ววูบได้อีกมหาศาล!?!

            2.2 ถ้าเอาไปทำนา หรือทำเกษตรกรรม ตามที่ยกตัวอย่างไว้ในข้อ 2.2 นั้น ต้องทำเอง อย่าให้เช่าใครเช่าเด็ดขาดเพราะจะเข้าข่าย พรบ.เช่านา พ.ศ.2517 (https://goo.gl/U2nGuC) ซึ่งอาจมีความยุ่งยากไม่สามารถที่จะนำที่ดินกลับคืนมาได้โดยง่าย

            2.3 ควรปลูกพืชอายุสั้น จะรื้อไปทำประโยชน์ง่าย อย่าไปปลูกพืชระยะยาว เช่น ต้นสัก ซึ่งกว่าจะตัดมาใช้ประโยชน์ได้ก็อาจมีอายุ 30-50 ปี หรือต้นยาง กว่าจะใช้งานได้ก็ต้องมีอายุราว 7 ปี และมีอายุขัยทางเศรษฐกิจประมาณ 25 ปี เป็นต้น การปลูกพืชอายุสั้น จะทำให้เราสามารถนำที่ดินไปใช้ประโยชน์ได้โดยง่าย ไม่สูญเสียทรัพยากรอะไรมากนัก

            2.4 ให้หลวงใช้ประโยชน์ เช่น การใช้ประโยชน์ในที่ดินเพื่อให้เป็นสนามฟุตบอลของเขต การใช้เป็นสถานที่ฝึกอาชีพของประชาชนตามที่อำเภอส่งเสริม หรือเป็นสถานที่เพื่อบริการประชาชนให้กับเทศบาลที่ที่ดินแปลงดังกล่าวตั้งอยู่ เป็นต้น ถือเป็นการบำเพ็ญประโยชน์ต่อสังคม ไม่ต้องเสียภาษีใด ๆ เลยแม้แต่บาทเดียว  อย่างไรก็ตามต้องมีการทำสัญญทให้รัดกุม เป็นการให้ใช้ประโยชน์ต่อปี หรือต่อทุกไม่เกิน 3 ปี เพื่อจะได้ไม่มีผลผูกพันในระยะยาวจนเกินควรนั่นเอง

            3. ให้บริษัทถือครองแทนบุคคลธรรมดา เพราะภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างเอาไปเป็นค่าใช้จ่ายของบริษัทได้ ซึ่งก็เท่ากับไม่ต้องเสียภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างนั่นเอง  วิธีการนี้จึงจะเป็นที่นิยมโดยเฉพาะกรณีที่ดินแปลงใหญ่ๆ มาใช้กับบริษัทใหญ่ๆ เพื่อที่จะลดค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ได้เป็นอย่างมากนั่นเอง

            นี่แหละคือการลด ละ เลิกเสียภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างแบบเมพๆ หรือแบบเทพๆ หรือแบบเมบขิงๆ (เทพจริงๆ) ไม่ผิดกฎหมาย ไม่เสียภาษี แถมยังได้หน้าได้ตา ได้อะไรดีๆ อีกหลายอย่าง หรืออาจได้รับเกียรติยศอีกต่างหาก สบายไปแปดตลบ (ฮา) แต่จริงๆ แล้วการเสียภาษีเป็นหน้าที่อันศักดิ์สิทธิ์ของเรานะครับ


ที่มา: http://izquotes.com/quote/216938

 


ผู้แถลง:
ดร.โสภณ พรโชคชัย (sopon@area.co.th) ประธานกรรมการบริหาร ศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ไทย บจก. เอเจนซี่ ฟอร์ เรียลเอสเตท แอฟแฟร์ส หรือ AREA (www.area.co.th): ซึ่งเป็นองค์กรที่มีฐานข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ภาคสนามขนาดใหญ่ที่สุดและปรับปรุงให้ทันสมัยที่สุดในประเทศไทย และดำเนินการเก็บข้อมูลต่อเนื่องมาตั้งแต่ พ.ศ.2537 เป็นศูนย์ข้อมูลที่มีความเป็นกลางทางวิชาการ และเป็นอิสระทางวิชาชีพ โดยไม่ถูกครอบงำโดยผู้มีส่วนได้ส่วนเสียใด ๆ สมาชิกของศูนย์ข้อมูลฯ ได้รับข้อมูลที่เป็น First-hand information ในเวลาเดียวกัน

อ่าน 1,400 คน
2018 Copyright © by area.co.th All Rights Reserved