สาวชุดไทยหน้าบึ้ง ต้องโทษนายจ้าง!
  AREA แถลง ฉบับที่ 263/2561: วันพฤหัสบดีที่ 10 พฤษภาคม 2561

ผู้แถลง: ดร.โสภณ พรโชคชัย
ประธานกรรมการบริหาร ศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ไทย
บจก. เอเจนซี่ ฟอร์ เรียลเอสเตท แอฟแฟร์ส
sopon@area.co.th

          เห็นสังคมออนไลน์ประณามกันจังเรื่องสาวชุดไทยหน้าบึ้ง จนถึงขั้นไล่ออกไปแล้ว แต่ ดร.โสภณ ฟันธง ความผิดอยู่ที่บริษัทนายจ้าง ไม่ใช่สาวคล้องพวงมาลัย

ดูวิดิโอ fb Live ได้ที่ลิงค์นี้: https://fb.com/dr.sopon4/videos/1587399378039309/

 

 

          ตามที่มีข่าว "ไล่ออกแล้ว! 2 สาวชุดไทยหน้าบึ้ง-คล้องมาลัยทัวร์จีน ช่างภาพโดนพักงาน 7 วัน" (https://bit.ly/2rvydv6) นอกจากนี้นำเธอมา "ขึงพืด" ให้ขอโทษสังคมอีกต่างหาก (https://bit.ly/2wroMm9) กรณีนี้ ดร.โสภณ พรโชคชัย ประธานกรรมการบริหาร ศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ไทย บจก. เอเจนซี่ ฟอร์ เรียลเอสเตท แอฟแฟร์ส ในฐานะกรรมการสภาองค์การนายจ้างแห่งประเทศไทย แสดงความเห็นส่วนตัวว่า ความผิดของสาวไทยทั้งสองก็เรื่องหนึ่ง แต่ที่มาของปัญหา และความผิดอยู่ที่บริษัท

          ก่อนอื่น ดร.โสภณ ชี้ว่า เด็กคนนี้เป็นคนทำงานดี เพราะตอนถ่ายรูปก็ยิ้มหวานดี จะให้ยิ้มตลอดเวลาได้อย่างไร ยิ่งแต่งตัวแบบนี้ในภาวะอากาศร้อนๆ และคล้องพวงมาลัย 2,000 พวงต่อวัน ก็ยิ่งน่าเห็นใจเธอ ถ้าตอนถ่ายรูปไม่ยิ้มก็ว่าไปอย่าง ยิ่งกว่านั้น สื่อ (เลวๆ) ของจีน ก็ยังแสร้งว่า ถ้าให้ "ทิป" จึงจะยิ้ม แต่ตามคลิปที่นำมาเปิดเผย ไม่มีนักท่องเที่ยวจีนคนไหนให้ "ทิป" เลยสักหน่อย นักท่องเที่ยวที่ไม่มีคุณภาพของจีนจำนวนมากที่มาเที่ยว  ปรากฏว่าเดินออกมานอกโรงแรม หาซื้อโรตีแค่ถุงเดียว กินกันถึง 5 คน นักท่องเที่ยวไร้คุณภาพแบบนี้หรือจะ "ทิป" เด็กได้


ที่มาของภาพ: www.youtube.com/watch?v=AxbHJwCBFH0

 

          ดร.โสภณ ยังชี้ให้เห็นว่าตามภาพที่ปรากฏสาวคนดังกล่าว ต้องคล้องพวงมาลัยไว้ที่แขนเป็นจำนวนมาก สภาพการทำงานแบบนี้ ควรได้รับการปรับปรุงเช่นกัน และหากมีการต้อนรับนักท่องเที่ยววันละ 2,000 คนจริง ในเวลาทำงาน 7 ชั่วโมง ก็เท่ากับต้องคล้องพวงมาลัยถึง 5 คนในเวลา 1 นาทีโดยเฉลี่ย จนดูคล้ายทำให้คนกลายเป็นหุ่นยนต์ไป การที่บริษัทนายจ้างให้พนักงานทำงานหนักเช่นนี้ จึงเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้พนักงานไม่มีความสุขในการทำงาน โอกาสที่จะทำให้พนักงานทำงานโดยไม่เต็มใจจึงเกิดขึ้นได้

          ยิ่งกว่านั้นพนักงานคล้องพวงมาลัยยังได้รับค่าจ้างแค่คนละ 300 บาทต่อวัน ก็เท่ากับการคล้องพวงมาลัย 1 ครั้ง พวกเขาคงได้รับเงินเพียง 15 สตางค์เท่านั้น การจ้างงานในลักษณะนี้จึงถือเป็นการเอาเปรียบพนักงาน ความเต็มใจในการทำงานจึงถดถอย แต่พนักงานก็ต้องทนทำงานต่อไป เพราะถ้าลาออกก็คงไม่มีรายได้จุนเจือครอบครัว  พวกเขาจึงคงต้องทำงานไปจนกว่าจะสามารถหางานใหม่ที่ดีกว่านี้ ภาวะความล้าจึงเกิดขึ้น เข้าทำนองคติไทยที่ว่า "รับใช้เจ้าตนตัวตาย รับใช้นายจนพอแรง" ถ้าจ่ายน้อย ก็ทำงานได้น้อยนั่นเอง

          ในกรณีนี้นายจ้างควร:

          1. จ้างพนักงานเพิ่มเติมเพื่อผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันทำงาน ไม่ใช่ให้ทำงานคล้องพวงมาลัยวันละ 2,000 คนเช่นนี้ พนักงานจะได้ทำงานด้วยความเต็มใจกว่านี้ ไม่ใช่ทนทำงานเพื่อรองานใหม่ การจ้างเพิ่มอีก 1 คน เป็นเงินประมาณ 300 บาท แล้วไม่เกิดความเสียหายจนถึงขั้นถูกล้อเลียนข้ามชาติ นับว่าคุ้มค่าอย่างมาก ค่าพวงมาลัย 2,000 พวงๆ ละ 20 บาท ก็ 4,000 บาทเข้าไปแล้ว แค่จ้างคนมาคล้องคนเดียว 300 บาท มันเกินไปจริงๆ

          2. จัดสภาวะแวดล้อมในการทำงานให้ดีขึ้น เช่น มีถาดวางพวงมาลัย แทนที่จะต้องคล้องไว้ที่แขนเป็นจำนวนมากมายเช่นนี้ และเป็นการแสดงให้เห็นถึงการจัดหาพวงมาลัยต้นทุนต่ำ ๆ มาให้บริการเพื่อประหยัดต้นทุน

          3. ให้ค่าจ้างและสวัสดิการเพิ่มเติมเพื่อจูงใจให้สามารถคัดเลือกพนักงานที่มีจิตใจบริการมาทำงานมากขึ้น

          4. จัดการตรวจสอบการทำงานเพื่อปรับปรุงบริการ ก่อนที่จะถูกนำไปล้อเลียนเช่นที่เกิดขึ้น

          ดังนั้นในแง่นี้ บริษัทที่จ้างพนักงานมาทำงานจึงต้องได้รับการตำหนิมากกว่าพนักงานเสียอีก ค่าจ้างและสวัสดิการสำหรับคนทำงานคงไม่มากนัก เมื่อเทียบกับรายได้ของบริษัท บริษัทจึงควรเจียดมาให้พนักงานมากกว่านี้ แต่ในอีกแง่หนึ่ง บริษัทดังกล่าวอาจได้รับจ้างงานมาในราคาถูกจากบริษัททัวร์ของจีน ทำให้ต้องกระเบียดกระเสียรจนเกินพอดี ในแง่นี้หน่วยราชการที่เกี่ยวข้อง ควรตรวจสอบและไม่ควรปล่อยให้บริษัทคนไทยถูกจีนเอาเปรียบจนเกินไปเช่นกัน แม้แต่ไกด์ จีนก็ใช้ไกด์ของเขาเอง อย่างนี้ไม่เหมาะสมแน่นอน รัฐบาลก็อยากได้แต่ตัวเลขนักท่องเที่ยวมากๆ เพื่อหวังผลงานแต่ไม่เห็นใจคนไทยด้วยกันเอง

          นอกจากนี้การจับสาวคนดังกล่าวส่งตำรวจท่องเที่ยวนำมา "ขึงพืด" แถลงข่าวใหญ่โต ให้ขอโทษสังคมอีกต่างหาก (https://bit.ly/2wroMm9) นี่เท่ากับเหยียดหยามศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของเธอเป็นอย่างยิ่ง การเอาผ้าปิดหน้าไว้บางส่วนไม่สามารถทำให้ปิดหน้าเธอได้หมด ที่สำคัญ คลิปที่ผ่านๆ มา ก็แชร์หน้าตาของเธอแบบไม่ปิดหน้าเลย ให้สังคมเห็นหมดแล้ว สื่อ (ชั่ว) ต่าง ๆ ควรได้รับการตำหนิที่เผยแพร่ข่าวโดยไม่ปกปิดใบหน้าของเธอ เพราะอาจทำให้เธอหางานลำบาก ยิ่งกว่านั้นคนที่ "ได้หน้า" จากการ "จับขึงพืด" เธอมาแถลงข่าวขอโทษเช่นนี้ ก็ควรได้รับการตำหนิเช่นกัน

          ดร.โสภณ สรุปด้วยความเห็นใจพนักงานว่า เราต้องเห็นใจเด็กคล้องพวงมาลัยท่านนี้เพราะอย่างน้อยเขาก็ยิ้มตอนถ่ายรูป ตอนไม่ได้ถ่าย เขาหน้าตาเฉย ยังจะหาเรื่องไปว่าเขาอีก คนที่ได้รับค่าจ้างถูก ๆ ในแต่ละวันเช่นนี้ จะไปแบกรับภาระการดูแลศักดิ์ศรีของชาติในด้านการต้อนรับขับสู้อาคันตุกะของประเทศไทยอย่างไร บริษัทที่รับจ้างทำงานและระบบการทำงาน รวมทั้งการเอารัดเอาเปรียบของทัวร์จีนต่างหากที่ควรได้รับการตำหนิและตรวจสอบให้จงหนัก เราควรดูแลใส่ใจพนักงานให้มากกว่านี้

          อย่าให้พนักงานสาวคล้องพวงมาลัยเป็น "แพะบูชายัญ"

          ปล. กระแสสังคมออนไลน์ เป็นเพียงสิ่ง "ดรามา" ไม่ได้สะท้อนความเห็นของคนส่วนใหญ่ในประเทศ แต่สื่อมักนำมานำเสนอเพื่อขายข่าวเป็นสำคัญ ทุกฝ่ายพึงสังวร สื่อที่ขายข่าวแบบนี้ควรได้รับการประณามด้วยเช่นกัน


ผู้แถลง:
ดร.โสภณ พรโชคชัย (sopon@area.co.th) ประธานกรรมการบริหาร ศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ไทย บจก. เอเจนซี่ ฟอร์ เรียลเอสเตท แอฟแฟร์ส หรือ AREA (www.area.co.th): ซึ่งเป็นองค์กรที่มีฐานข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ภาคสนามขนาดใหญ่ที่สุดและปรับปรุงให้ทันสมัยที่สุดในประเทศไทย และดำเนินการเก็บข้อมูลต่อเนื่องมาตั้งแต่ พ.ศ.2537 เป็นศูนย์ข้อมูลที่มีความเป็นกลางทางวิชาการ และเป็นอิสระทางวิชาชีพ โดยไม่ถูกครอบงำโดยผู้มีส่วนได้ส่วนเสียใด ๆ สมาชิกของศูนย์ข้อมูลฯ ได้รับข้อมูลที่เป็น First-hand information ในเวลาเดียวกัน

อ่าน 1,787 คน
2018 Copyright © by area.co.th All Rights Reserved