6 ปีมานี้ เจ้าสัวรวยขึ้นเท่าตัว แต่คนไทยจนลง
  AREA แถลง ฉบับที่ 480/2562: วันอังคารที่ 17 กันยายน 2562

ผู้แถลง: ดร.โสภณ พรโชคชัย
ประธาน ศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ไทย
บจก. เอเจนซี่ ฟอร์ เรียลเอสเตท แอฟแฟร์ส
sopon@area.co.th

 

            ในรอบ 6 ปีที่ผ่านมา 4 ตระกูลอันดับหนึ่งแห่งแผ่นดินไทย รวยขึ้น 1.34 ล้านบาท หรือรวยขึ้น 1 เท่าตัว หรือเพิ่มขึ้นปีละ 12% ในขณะที่รายได้ของคนกรุงสวนกระแสลดลง 2,499 บาทต่อเดือน หรือลดลงปีละ 1%  นี่คืออาการ “รวยกระจุก จนกระจาย”

            ดร.โสภณ พรโชคชัย ประธานศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ไทย บจก.เอเจนซี่ ฟอร์ เรียลเอสเตท แอฟแฟร์ส (www.area.co.th) ได้นำข้อมูลของ Forbes มาวิเคราะห์ และพบว่านายทุนใหญ่ๆ ของไทย 4 รายแรกที่เป็นอภิมหาเศรษฐี 4 ตระกูลดัง อันได้แก่ เจียรวรานนท์ จิราธิวัฒน์ อยู่วิทยาและสิริวัฒนภักดี ต่างรวยขึ้นมากมาย จากปี 2556 มีทรัพย์สินรวม 1.342 ล้านล้านบาท กลายมาเป็น 2.684 ล้านล้านบาทในปี 2562 หรือเท่ากับเพิ่มขึ้นถึง 1.342 ล้านล้านบาท เท่ากับว่าทั้ง 4 รายนี้รวยขึ้น 1 เท่าตัวในรอบ 6 ปี  เฉลี่ยแล้วปีหนึ่งรวยขึ้น 12% เลยทีเดียว 

            ถ้าเทียบกับงบประมาณแผ่นดิน เฉพาะ 4 ตระกูลดังนี้มีทรัพย์สินรวมกัน 1.342 ล้านล้านบาทในปี 2556 ซึ่งในปีดังกล่าว งบประมาณแผ่นดินเป็นเงิน 2.4 ล้านล้านบาท หรือเท่ากับว่า 4 ตระกูลดังนี้มีทรัพย์สินรวมมูลค่าเท่ากับ 56% ของงบประมาณแผ่นดิน  ยิ่งในปี 2562 ปรากฏว่ามูลค่าทรัพย์สินของ 4 ตระกูลดังนี้มีมูลค่ารวมกัน 2.684 ล้านล้านบาท หรือ 89% ของงบประมาณแผ่นดินไทยที่ 3 ล้านล้านบาทเลยทีเดียว
 

 

            สำหรับตระกูลที่รวยสูงสุดคือตระกูลเจียรวรานนท์ ที่ร่ำรวยจาก 390,600 ล้านบาทในปี 2556 เป็น 914,500 ล้านบาทในปี 2562 หรือเท่ากับรวยขึ้นถึง 523,900 ล้านบาท หรือ 2.34 เท่าในแค่รอบ 6 ปีที่ผ่านมา มากกว่ามูลค่าทรัพย์สินเดิม ณ ปี 2556 เสียอีก  เท่ากับว่าเดือนหนึ่งรวยขึ้นถึง 15% ซึ่งนับว่าสูงมากเมื่อเทียบกับอัตราดอกเบี้ยเงินฝาก หรือกระทั่งอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ของสถาบันการเงินต่างๆ

            ทรัพย์สินที่รวยขึ้นมหาศาลนี้คาดว่าได้จากการค้าและการลงทุนในประเทศเป็นหลัก เป็นธุรกิจขนาดยักษ์ที่หาคู่แข่งได้ยาก จึงเป็นลักษณะกึ่งผูกขาด คงไม่ใช่ได้จากการได้กำไรในต่างประเทศเป็นหลัก  แม้ไม่อาจบอกได้ว่าบรรดาเจ้าสัวเหล่านี้ค้ากำไรเกินควร  แต่การได้ทรัพย์สินเพิ่มขึ้นถึง 2 เท่าในรอบ 6 ปีที่ผ่านมา และมีอัตราการเติบโตของทรัพย์สินสูงถึง 12% ต่อปี นับว่าสามารถ “กอบโกย” ได้มหาศาลเลยทีเดียว  ถ้าเมตตาลดราคาสินค้าลงบ้าง ก็คงจะสามารถช่วยชาติได้มหาศาล ทำให้ประชาชนคนเล็กคนน้อยมีความสุขร่วมไปด้วย

            ในขณะเดียวกันจากข้อมูลของสำนักงานสถิติแห่งชาติที่ทำการสำรวจข้อมูลด้านเศรษฐกิจและสังคมทุก 2 ปีก็พบว่า รายได้ต่อครัวเรือนในเขตกรุงเทพมหานครของไทย เป็นเงินเดือนละ 49,194 บาทในปี 2556 และคาดการณ์ว่าในปี 2562 น่าจะลดลงเป็น 46,695 บาทต่อเดือน  แสดงว่าประชาชนกลับยากจนลงโดยรายได้ลดลง 2,499 บาทต่อเดือน  เท่ากับว่ารายได้ของประชาชนลดลงไป 5% ในรอบ 6 ปีที่ผ่านมา (ยังไม่รวมเงินเฟ้อ) หรือเท่ากับว่าปีหนึ่งรายได้ลดลงไป 1% โดยประมาณ

            ดังนั้นจึงเกิดคำถามว่าทำไมตระกูลดังทั้ง 4 นี้ร่ำรวยได้ปานนี้ในภาวะที่เศรษฐกิจของประชาชนไทยถดถอยลง  ถ้าสถานการณ์ยังเป็นอย่างนี้ ความไม่สงบสุขในสังคมก็จะเกิดขึ้นไม่ขาดสาย เพราะประชาชนส่วนใหญ่มีฐานะย่ำแย่ลง ในขณะที่นายทุนรายใหญ่ๆ กลับมีทรัพย์สินเพิ่มมากขึ้น  ในสมัยก่อนหลายประเทศกลายเป็นคอมมิวนิสต์ก็เพราะคนรวยเพียงกระจุกมือ ร่ำรวยมหาศาล แล้วสุดท้ายทรัพย์สินของคนพวกนี้ก็ถูกยึดแบ่งคืนให้กับประชาชนไป

            เราจึงควรแบ่งปันกันมากขึ้น เพื่อ Win Win ต่อทุกฝ่ายแทนที่จะ Lose Lose การคืนกำไรต่อสังคมอย่างจริงจัง จะทำให้ประเทศชาติน่าอยู่กว่านี้


ผู้แถลง:
ดร.โสภณ พรโชคชัย (sopon@area.co.th) ประธาน ศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ไทย บจก. เอเจนซี่ ฟอร์ เรียลเอสเตท แอฟแฟร์ส หรือ AREA (www.area.co.th): ซึ่งเป็นองค์กรที่มีฐานข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ภาคสนามขนาดใหญ่ที่สุดและปรับปรุงให้ทันสมัยที่สุดในประเทศไทย และดำเนินการเก็บข้อมูลต่อเนื่องมาตั้งแต่ พ.ศ.2537 เป็นศูนย์ข้อมูลที่มีความเป็นกลางทางวิชาการ และเป็นอิสระทางวิชาชีพ โดยไม่ถูกครอบงำโดยผู้มีส่วนได้ส่วนเสียใด ๆ สมาชิกของศูนย์ข้อมูลฯ ได้รับข้อมูลที่เป็น First-hand information ในเวลาเดียวกัน

อ่าน 19,612 คน
2019 Copyright © by area.co.th All Rights Reserved