Decent Work เรื่องที่นายจ้าง (อสังหาริมทรัพย์) ไทยต้องรู้
  AREA แถลง ฉบับที่ 1007/2569: วันศุกร์ที่ 18 กันยายน 2569

ผู้แถลง: ดร.โสภณ พรโชคชัย
ประธาน ศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ไทย
บจก.เอเจนซี่ ฟอร์ เรียลเอสเตท แอฟแฟร์ส sopon@area.co.th https://www.facebook.com/dr.sopon4

 

            คุณสิริวัน ร่มฉัตรทอง เลขาธิการ สภาองค์การนายจ้างแห่งประเทศไทย (ECOT) ซึ่งเข้าร่วมต้อนรับ Director-General ท่านใหม่ขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ ร่วมกับประธาน ECOT ดร.โสภณ พรโชคชัย ประธานศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ไทย บจก.เอเจนซี่ ฟอร์ เรียลเอสเตท แอฟแฟร์ส (www.area.co.th) และรองประธาน ECOT และคณะกรรมการท่านอื่นๆ ได้เขียนข้อคิดไว้น่าสนใจ และเกี่ยวข้องกับนายจ้างในภาคอสังหาริมทรัพย์ด้วย ดร.โสภณจึงขอนำเสนอข้อคิดเห็นของคุณสิริวันไว้ ณ ที่นี้

            กล่าวคือ Decent Work หมายถึง “งานที่มีคุณค่า” หรือ “งานที่เหมาะสม” ตามคำนิยามขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) ความหมายหลัก หมายถึง งานที่สร้างรายได้ที่เป็นธรรม มีความปลอดภัยในการทำงาน และมีความมั่นคงในอาชีพเคารพสิทธิขั้นพื้นฐานของมนุษย์ และมีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์เปิดโอกาสให้มีความเท่าเทียม และมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ

            องค์ประกอบสำคัญ (4 เสาหลักของ Decent Work)การจ้างงาน (Employment): สร้างโอกาสงานที่มีผลิตภาพและรายได้ที่เหมาะสมสิทธิในการทำงาน (Rights at work) เคารพสิทธิพื้นฐานและปฏิบัติอย่างเท่าเทียมการคุ้มครองทางสังคม (Social protection) มีความปลอดภัยและสวัสดิการรองรับการมีบทบาททางสังคม (Social dialogue): มีเสรีภาพในการรวมกลุ่มและแสดงความคิดเห็น

            คุณสิริวันเขียนไว้ดังนี้:

            ในการหารือกับ Director-General ขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2569 มีคำถามหนึ่งจากท่าน ที่พี่คิดว่าน่าสนใจและอยากนำมาเล่าต่อค่ะ

            ท่านถามถึงมุมมองของนายจ้างไทยต่อ Convention No. 193 — Decent Work in the Platform Economy Convention, 2026 ซึ่งเพิ่งได้รับการรับรองจาก ILC เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา และถือเป็นมาตรฐานแรงงานระหว่างประเทศฉบับแรกที่จัดทำขึ้นสำหรับเศรษฐกิจแพลตฟอร์มโดยเฉพาะ

            คำถามของ DG เปิดโอกาสให้เราในฐานะตัวแทนฝั่งนายจ้าง ได้ฉายภาพจริงของโครงสร้างเศรษฐกิจและสังคมไทย ที่ต้องมองอย่างรอบด้านและสมดุลค่ะ  ความกังวลของนายจ้าง ไม่ใช่เรื่องที่ว่าแรงงานแพลตฟอร์มควรได้รับความคุ้มครองหรือไม่  เพราะแน่นอนพวกเขาควรได้รับการคุ้มครองค่ะ แต่โจทย์ใหญ่คือ เราจะออกแบบกติกาอย่างไร ให้คุ้มครองคนทำงานได้จริง โดยไม่ไปทำลาย "อิสระและความคล่องตัว" ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญที่ทำให้งานแพลตฟอร์มมีเสน่ห์และสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจในทุกวันนี้

             พี่จึงได้แลกเปลี่ยนกับท่าน DG ใน 5 ประเด็นสำคัญค่ะ

            1. คุ้มครองคนทำงาน แต่ต้องรักษาความยืดหยุ่นไว้ด้วย

            คนทำงานแพลตฟอร์มในไทยมีความหลากหลายมาก บางคนทำเป็นอาชีพหลัก แต่สำหรับอีกหลายคน งานแพลตฟอร์มคือรายได้เสริม หรือเป็นเสมือน “ตาข่ายรองรับ” ในช่วงที่ต้องการรายได้เพิ่มเติม ดังนั้น การนำรูปแบบการจ้างงานแบบเดิมไปครอบทั้งหมด อาจไม่ได้ตอบโจทย์ทุกคน และอาจทำให้บางคนสูญเสียความยืดหยุ่นหรือโอกาสในการหารายได้โดยไม่ตั้งใจ

            2. เลี่ยงการที่จะทำอะไรๆ แบบ สูตรสำเร็จ (One-Size-Fits-All)

            เมื่อรูปแบบการทำงานไม่เหมือนกัน การคุ้มครองก็ไม่จำเป็นต้องออกแบบเหมือนกันทั้งหมด ให้เข้ากับความจริง เมื่อคนทำงานมีโจทย์ชีวิตไม่เหมือนกัน กติกาที่บังคับใช้กับทุกคนก็ไม่ควรเป็นแบบเดียว การจัดประเภทรูปแบบการทำงานต้องมองเห็นความหลากหลายนี้ เพื่อให้การคุ้มครองตรงจุดและไม่เป็นอุปสรรคต่อคนที่ต้องการความคล่องตัวสูง

            3. ถึงเวลาคิดเรื่อง “สิทธิที่ติดตามตัวคนทำงาน”(Portable benefit)

            ที่จริง C193 เองก็รับรู้ถึงความหลากหลายของ business models และ work arrangements ตลอดจนความแตกต่างของบริบทแต่ละประเทศ   โลกการทำงานวันนี้เปลี่ยนไปแล้ว คนหนึ่งอาจทำงานประจำไปด้วย รับงานจากหลายแพลตฟอร์มไปด้วย หรือเปลี่ยนรูปแบบการทำงานหลายครั้งในชีวิต   พี่จึงเสนอแนวคิดว่า ระบบ social protection ในอนาคตควรค่อย ๆ เคลื่อนไปสู่ portable benefits (สิทธิที่ติดตามตัวคนทำงาน ไม่ใช่ติดอยู่กับนายจ้างหรือแพลตฟอร์มใดแพลตฟอร์มหนึ่ง)

            เราควรศึกษาต่อว่าจะออกแบบระบบอย่างไรให้การสะสมสิทธิต่อเนื่อง โปร่งใส ไม่สูญหาย และไม่เกิดภาระซ้ำซ้อน

            *อันนี้พี่ขอฝากเป็นโจทย์ไว้กับบอร์ดประกันสังคมชุดใหม่ด้วยค่ะ*🍄

            4. Algorithm ต้องโปร่งใส — แต่ต้องสมเหตุสมผล

            เมื่อ algorithm มีผลต่อการจ่ายงาน รายได้ การประเมิน หรือการระงับบัญชี คนทำงานก็ควรเข้าใจหลักเกณฑ์ที่มีผลต่อเขา  แต่ความโปร่งใสต้องออกแบบให้ปฏิบัติได้จริง และไม่หมายถึงการบังคับให้ธุรกิจเปิดเผยความลับทางการค้า หรือเทคโนโลยีที่เป็นหัวใจของการแข่งขัน

            5. ต้องมองทั้ง “ระบบนิเวศทางเศรษฐกิจ” (Ecosystem) อย่ามองเฉพาะ Platform กับ Worker

            Platform economy ไม่ได้มีเพียงบริษัทแพลตฟอร์มกับคนทำงาน  ในระบบเดียวกันยังมีร้านอาหาร ร้านค้า SMEs ผู้ให้บริการ และผู้บริโภคอีกจำนวนมาก โดยเฉพาะ SMEs หลายแห่งใช้แพลตฟอร์มเป็นช่องทางสำคัญในการเข้าถึงลูกค้าและตลาด

            ดังนั้น หากกติกาใหม่เพิ่มต้นทุนหรือข้อจำกัดโดยไม่คำนึงถึงผลกระทบทั้งระบบ ผลที่เกิดขึ้นอาจไม่ได้หยุดอยู่ที่แพลตฟอร์มหรือแรงงาน แต่ส่งต่อไปถึง SMEs ผู้บริโภค และเศรษฐกิจฐานรากด้วย

            สารสำคัญที่พี่ฝากไว้กับท่าน DG จึงสรุปได้ง่าย ๆ ว่า “คุ้มครองคนทำงาน พร้อมกับรักษาความยืดหยุ่น นวัตกรรม และโอกาส” (Protect people — while preserving flexibility, innovation and opportunity.)

เราต้องการ งานที่มีคุณค่า (Decent Work) และการคุ้มครองคนทำงานที่ดีขึ้นค่ะ เป้าหมายไม่ควรเป็นการทำให้งานรูปแบบใหม่ย้อนกลับไปเหมือนการจ้างงานรูปแบบเดิม แต่คือการสร้างการคุ้มครองที่เหมาะกับโลกการทำงานรูปแบบใหม่

            และพี่ก็ขอความเห็น DG ถึง “จุดสมดุลที่เหมาะกับประเทศไทย” ค่ะ

 

            ถ้าที่ทำงานและงานมีคุณภาพ ก็ช่วยสร้างผลิตภาพให้กับองค์กรธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ได้เป็นอย่างมากในยุคที่เราต้องช่วยกันฝ่าฟันเพื่อความอยู่รอดขององค์กรและทุกคน

 

 

อ่าน 15 คน
2026 Copyright © by area.co.th All Rights Reserved