หาดใหญ่ ราคาที่ดิน-อสังหาฯ จะลดลงไหม
  AREA แถลง ฉบับที่ 14/2569: วันพุธที่ 07 มกราคม 2569

ผู้แถลง: ดร.โสภณ พรโชคชัย
ประธาน ศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ไทย
บจก.เอเจนซี่ ฟอร์ เรียลเอสเตท แอฟแฟร์ส sopon@area.co.th https://www.facebook.com/dr.sopon4

 

            ขอร่วมให้กำลังใจพี่น้องคนไทยที่หาดใหญ่และพื้นที่ใกล้เคียงที่ถูกน้ำท่วม ขอให้ฟื้นตัวโดยไว อย่ามีโรคภัยจากน้ำท่วมและอากาศเย็นในหน้าหนาวนี้เบียดเบียน

            น้ำท่วมหาดใหญ่เมื่อปลายเดือนพฤศจิกายน 2568 ท่วมหนักมาก หลายคนบอกควรย้ายเมืองหาดใหญ่ออกไป ควรระเบิดถนนให้น้ำไหลออกได้ ราคาที่ดินและอสังหาริมทรัพย์จะลดลงหลังน้ำลดหรือไม่ เพราะอย่างบ้านชั้นเดียว งานสถาปัตยกรรมและงานระบบประกอบอาคารก็คงหายไปกับสายน้ำเป็นส่วนใหญ่ ที่เหลือก็คงเป็นโครงสร้างเป็นหลัก มูลค่าก็อาจหายไปเกินครึ่ง ยิ่งถ้าเป็นสังหาริมทรัพย์ประเภทรถยนต์โดยเฉพาะรถยนต์ไฟฟ้า ก็คงแทบจะสูญค่าไปเลย

            อย่างไรก็ตามคำตอบคือไม่ โดยดูได้จากปรากฏการณ์ต่าง ๆ ที่เคยเกิดขึ้นทั้งในประเทศไทยและนานาอารยประเทศ ในกรณีประเทศไทยก็เช่น

            - 24-25 ตุลาคม 2505 เหตุการณ์มหาวาตภัยซึ่งเกิดลมพายุโซนร้อนเป็นพายุหมุนพัดเข้าเต็มพื้นที่จังหวัดนครศรีธรรมราช โดยมีความเร็วประมาณ 180-200 กม.ต่อชั่วโมง รวมทั้งแรงคลื่นยักษ์ ซึ่งสูงกว่า 2-3 เมตร ยังโถมพัดเข้าใส่แหลมตะลุมพุกจนหมู่บ้านขนาดประชากร 4,000 คนราบเรียบเหลืออยู่เพียง 5 หลังเท่านั้น ในครั้งนั้นมีคนตายและสูญหายถึง 1,030 คน บาดเจ็บสาหัส 422 คน ไร้ที่อยู่อาศัย 16,170 คน อาคารบ้านเรือนทั่วทั้งจังหวัดพังทั้งหลัง 22,296 หลัง ชำรุด 50,775 หลัง สวนยางสวนผลไม้เสียหายประมาณ 791 ล้านต้น

            - 22 พฤศจิกายน 2531 ท่อนซุงและโคลนถล่ม ‘กะทูน’ อ.พิปูน โศกนาฏกรรมครั้งใหญ่จากภัยธรรมชาติ หลังฝนตกหนักพัดพาเอาดินโคลนและท่อนซุง ถล่มหมู่บ้านในตำบลกะทูน อ.พิปูน จ.นครศรีธรรมราช เสียหายไปกว่า 1,500 หลัง พื้นที่การเกษตรอีก 6,150 ไร่ มีผู้เสียชีวิตถึง 700 คน ผู้คนที่รอดชีวิตต้องย้ายออกจากที่อยู่อาศัยเดิม และไม่สามารถกลับเข้าไปอยู่ได้อีก จนต้องสร้าง “อ่างเก็บน้ำกะทูน” ขึ้นในที่ประสบภัย แล้วเสร็จใน พ.ศ. 2540 เพื่อป้องกันอุทกภัยและเอื้อความชุ่มฉ่ำให้แหล่งเพาะปลูกในพื้นที่โดยรอบ และยังเป็นแหล่งท่องเที่ยว จนได้ฉายา ‘สวิตเซอร์แลนด์แดนใต้’  จะเห็นได้ว่ากรณีนี้หมู่บ้านทั้งหมู่หายไปเลย แต่หาดใหญ่คงจะใหญ่เกินกว่าจะหายไป

            - 11 สิงหาคม 2544 เวลาตี 3 ณ บ้านน้ำก้อ ตำบลน้ำก้อ อำเภอหล่มสัก จังหวัดเพชรบูรณ์ ถูกกระแสน้ำป่าพัดหายไปหลายหลัง ทั้งหมู่บ้านราบเป็นหน้ากลอง น้ำป่าที่หอบเอามาทั้งดินโคลน และซากต้นไม้ กิ่งไม้ อย่างถอนรากถอนโคน...โดยที่เหยื่อน้ำป่าหลายคนไม่ทันได้ลุกหนี แต่สำหรับบางคนที่ตื่นขึ้นมาทัน ก็มีบ้างที่เอาชีวิตรอดได้ แต่บางคนก็ต้องถูกน้ำป่าพัดร่างหายไปต่อหน้าญาติพี่น้อง ที่ไม่มีโอกาสได้ช่วยเหลือ เหยื่อน้ำป่าครั้งนี้มีทั้งเด็ก ผู้ใหญ่ คนชรา นับรวมเป็นจำนวนมากมายถึง 147 ศพ หมู่บ้านกลายเป็นเสมือนราวหมู่บ้านร้างไปเลยแต่สุดท้ายก็กลับมาใหม่ ทั้งนี้ได้มีการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำอยู่เหนือหมู่บ้าน ป้องกันการไหลบ่าของน้ำ

            อย่างไรก็ตามหาดใหญ่ก็คงไม่สามารถเปลี่ยนหรือย้ายสถานที่ได้เพราะหาดใหญ่เป็น “เมืองหลวงทางเศรษฐกิจ” ของภาคใต้โดยรวม นอกจากนี้ยังเป็นเมืองการศึกษาและการบริหารที่สำคัญมาก ที่ผ่านมาหาดใหญ่เคยเป็นเมืองที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับที่สองรองจากกรุงเทพมหานคร และสถานการณ์แปรเปลี่ยนไปเนื่องจากความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ทำให้เศรษฐกิจของหาดใหญ่อาจเติบโตช้ากว่าจังหวัดอื่น เช่น เชียงใหม่ หรือระเบียงเศรษฐกิจภูมิภาคตะวันออก เป็นต้น

            การย้าย “เมืองหลวง (ทางเศรษฐกิจ)” นั้น ย้ายไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นกรณี

            1. นิวยอร์ก แม้จะมีเมืองหลวงราชการที่วอชิงตัน ดีซี แต่เมืองหลวงทางเศรษฐกิจก็ยังอยู่ที่เดิม

            2. เซาเปาโล แม้จะมีเมืองหลวงทางราชการคือบราซิเลีย แต่เมืองหลวงทางเศรษฐกิจก็ยังอยู่ที่เดิมเช่นกัน

            3. ซิดนีย์ แม้จะมีกรุงแคนเบอรา (แคนบรา) และเช่นกัน เมืองหลวงทางเศรษฐกิจก็ยังอยู่ที่เดิม

            มีความพยายามสร้างเมืองใหม่ราชการใหม่ ๆ ก็ไม่ค่อยประสบความสำเร็จ เช่น ปุตราจายา ก็ยังไม่อาจย้ายกรุงกัวลาลัมเปอร์ออกไปได้ หรือกรุงเนปยีดอก็ยังไม่ทำให้นครย่างกุ้งลดความสำคัญลง หรือแม้แต่กรุงนูซันตารา (Nusantara) ของอินโดนีเซีย ก็ได้ข่าวว่าสร้างได้ล่าช้ามาก งบประมาณไม่เพียงพอนักที่จะ “ไปต่อ” ให้สำเร็จได้ ประเด็นสำคัญของเมืองเศรษฐกิจก็คือความจำเป็นในการปรับปรุงใหม่ ลองมาดูตัวอย่าง

            1. บันดาอาเจะห์ เช้าวันที่ 26 ธันวาคม 2547 เกิดแผ่นดินไหวขนาด 9.1 ริกเตอร์ เกิดคลื่นใหญ่ยาวต่อเนื่องโดยที่ระดับสูงสุดของสึนามิคือ 34 เมตร สึนามิทำลายล้างพื้นที่จังหวัดอาเจะห์ ประเทศอินโดนีเซีย รวมถึงประเทศใกล้เคียง มีผู้เสียชีวิตประมาณ 227,000 ราย โดยในจำนวนนี้เสียชีวิตที่อาเจะห์ 167,000 ราย หลังสึนามิในครั้งนี้ปรากฏว่ามีความช่วยเหลือจากนานาอารประเทศ ทำให้เกิดการพัฒนาสาธารณูปโภคขนานใหญ่ จนทำให้เศรษฐกิจของบันดาอาเจะห์ฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว ผู้เขียนพบว่าเฉพาะปีแรกของสึนามิเท่านั้นที่ราคาที่ดินตามริมชายหาดหยุดนิ่ง

            2. พายุเฮริเคนแคทรีนาได้เข้าถล่มเมืองนิวออลีนและอีกหลายเมืองใกล้เคียงในประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2548 โดยทั้งเมืองจมอยู่ใต้น้ำ 4.6 เมตรในพื้นที่เกือบ 80% นอกจากนี้ยังมีคลื่นน้ำที่มีปริมาณน้ำสูงกว่า 5 เมตรทะลักเข้าสู่เมือง เมืองนี้มีกำแพงป้องกันน้ำท่วมและคันกั้นน้ำที่สร้างไว้เพื่อปกป้องเมืองอยู่แล้วแต่กลับล้มเหลวและต้องทำใหม่ เหตุการณ์ในครั้งนี้มีผู้เสียชีวิตราว 1,464 คน หลังเหตุการณ์มีการปล้นสะดมและการก่ออาชญากรรมที่ค่อยๆ ขยายไปทั่วทั้งเมืองจนภายหลังรัฐบาลต้องออกประกาศกฎอัยการศึกเพื่อควบคุมสถานการณ์ ในด้านเศรษฐกิจเอง หลังจากพายุเฮริเคนแคทรีนาเกิดภาวะการตกงานจำนวนกว่า 70,000 ตำแหน่ง ผู้เขียนได้เดินทางไปสัมภาษณ์เจ้าหน้าที่และประชาชนในพื้นที่เช่นกัน และพบว่า ราคาที่อยู่อาศัย (ที่ไม่เสียหาย) ยังเพิ่มขึ้น แต่มาตกต่ำลงในช่วงวิกฤติเศรษฐกิจปี 2551

            3. ตาโกลบัน หรือ ตักโลบัน (Tacloban) เป็นเมืองหลักบนเกาะเลย์เตในฟิลิปปินส์ ซึ่งเป็นเมืองที่มีประชากรมากที่สุดในภูมิภาควิซายาสตะวันออก เป็นศูนย์กลางสำคัญของภูมิภาควิซายาสตะวันออก ทั้งนี้เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2556 เมืองตักโลบันถูกพายุไต้ฝุ่นไห่เยี่ยนพัดถล่มอย่างหนัก ก่อให้เกิดความเสียหายอย่างหนักทั่วเมือง ศพถูกกระจัดกระจายไปตามท้องถนน และคลื่นพายุซัดฝั่งสูง 13 ฟุต (4 เมตร) ได้ทำลายสนามบิน ทั้งนี้มียอดผู้เสียชีวิตอย่างเป็นทางการอยู่ที่ 6,201 ราย หลังพายุพัดผ่านไป ได้มีการฟื้นฟูเมืองขึ้นใหม่ รัฐบาลได้จัดสรรงบประมาณเป็นจำนวนมาก และมีการก่อสร้างกำแพงริมฝั่งทะเลเพื่อป้องกันคลื่นและน้ำท่วม ทำให้เมืองยังสามารถอยู่รอดต่อไปได้ ผู้เขียนได้ไปสำรวจเมืองนี้ภายหลังจากพายุพัดผ่าน ปรากฏว่าราคาที่อยู่อาศัยยังเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

            กรณีหาดใหญ่ หากได้รับการระดมช่วยเหลือเพื่อพัฒนาระบบป้องกันน้ำท่วม ระบบคลองระบายน้ำ ระบบถนน และการใช้เทคโนโลยีในการเตือนภัย หาดใหญ่น่าจะกลับมายิ่งใหญ่ในเวลาอันใกล้

 

            ดังนั้น การประเมินมูลค่าที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติ จำเป็นต้องพิจารณาทั้งศักยภาพเชิงเศรษฐกิจของเมือง แนวโน้มการฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐาน และสภาพตลาดในระยะยาวควบคู่กัน หากท่านสนใจบริการประเมินและวิจัยอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำระดับประเทศ ซึ่งได้รับการรับรองโดยสำนักงาน ก.ล.ต. และมีประสบการณ์ทำงานร่วมกับหน่วยงานรัฐ องค์กรเอกชน และสถาบันการเงินชั้นนำมาอย่างต่อเนื่อง ครอบคลุมทั้งการสำรวจและวิเคราะห์ตลาดคู่แข่ง การศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการ การตรวจนับการสัญจรและจราจร ตลอดจนการประเมินเพื่อใช้ประกอบการตัดสินใจเชิงนโยบายและการลงทุน สามารถติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ คุณสัญชัย – เจ้าหน้าที่การตลาด โทร. 02-295-3905 ต่อ 105 

 

 

อ่าน 1,430 คน
2026 Copyright © by area.co.th All Rights Reserved