อ่าน 1,153 คน
AREA แถลง ฉบับที่ 173/2556: 18 ธันวาคม 2556
             ว่าด้วยความขัดแย้ง ว่าด้วยทางออก บทเรียนจากต่างประเทศ

ผู้แถลง: ดร.โสภณ พรโชคชัย
ประธาน ศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ไทย
บจก. เอเจนซี่ ฟอร์ เรียลเอสเตท แอฟแฟร์ส
sopon@area.co.th

          ความขัดแย้งนำมาซึ่งความวิบัติของชาติ เราจึงต้องช่วยกันแก้ไขปัญหาความขัดแย้งของชาติไทยของเรา วันนี้ผมจึงขอใช้บทเรียนจากต่างประเทศมานำเสนอตามดังนี้
          ทุกคนคงรู้จักนครวัดคืออสังหาริมทรัพย์สำคัญในยุครุ่งเรืองสุดขีดที่น่าสนใจเป็นอย่างยิ่งของกัมพูชา นครวัดสร้างขึ้นเมื่อประมาณ 800 ปีมาแล้ว ถือเป็นสิ่งมหัศจรรย์หนึ่งในเจ็ดของโลก และบัดนี้กลายเป็นแหล่งรายได้สำคัญของกัมพูชา มีผู้ไปท่องเที่ยวประมาณ 3 ล้านคน นำรายได้เข้าประเทศปีละมหาศาล แต่มาถึงในยุคเขมรแดง อสังหาริมทรัพย์แทบจะไร้ค่า เพราะประชาชนถูกกวาดต้อนออกไปทำนารวมนอกกรุงพนมเปญ กรุงพนมเปญแทบจะร้างไปเลย จนเมื่อเขมรแดงหมดอำนาจ และเขมรฝ่ายฮุนเซ็นมาครองกรุงพนมเปญ จึงปรากฏว่ามีชาวเขมรอพยพย้ายเข้ามาอยู่ในกรุงพนมเปญอีกครั้งหนึ่ง
          เมื่อย้ายเข้าเมืองใหม่ ๆ ราคาอสังหาริมทรัพย์ในกรุงพนมเปญแทบไม่มีค่า ประชาชนต่างมาจับจองอาคารตึกแถวที่ทิ้งร้างไว้ในใจกลางเมือง ครอบครัวที่กลับมาก่อน จะอาศัยอยู่ชั้นบนสุดของตึกแถว 3-4 ชั้น ทั้งนี้เพราะมักมีการปล้นชิงทรัพย์สินอยู่เสมอ การอยู่อาศัยในชั้นบนสุดย่อมปลอดภัยกว่า ประชาชนที่มาหลังสุดจะได้ครอบครองชั้นล่างสุดที่มีความเสี่ยงในการถูกปล้นสูงสุด
          จะเห็นได้ว่าในสภาพบ้านแตกสาแหรกขาดนั้น ไม่มีใครเห็นอนาคต ไม่มีใครสามารถเห็นได้ว่าบ้านเมืองจะกลับมาสงบสุขอีกครั้งหนึ่งเช่นทุกวันนี้ ที่สำคัญไม่มีมูลค่าของอสังหาริมทรัพย์ให้สามารถซื้อขายกันได้ แต่พอบ้านเมืองเข้าสู่ภาวะปกติ มูลค่าอสังหาริมทรัพย์ก็จะกลับมาใหม่
          อสังหาริมทรัพย์ก็คือสมบัติที่สามารถ “ผลัดกันชม” ได้ เจ้าของอาคารในทำเลทอง (Prime Location) ก่อนกรุงพนมเปญแตก กับเจ้าของปัจจุบัน เป็นคนละคนแล้ว คนเก่าอาจตายไปแล้ว หรือยากจนลงแล้ว ส่วนคนใหม่กลับมารวยขึ้น แต่ทรัพย์สินอาคารในทำเลทอง ก็ยังมีค่าสูงขึ้นเรื่อย ๆ และนับวันจะสูงกว่าช่วงก่อนสงครามอย่างเทียบกับไม่ได้ และเมื่อการสู้รบจบลงโดยชัยชนะของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ประเทศชาติก็จะกลับมาสงบอีกครั้งหนึ่ง มูลค่าทรัพย์สินก็จะกลับคืนมาอีกครั้งหนึ่งและเพิ่มมูลค่าสูงกว่าเดิม
          แม้แต่ความขัดแย้งกับเพื่อนบ้านก็เป็นสิ่งที่พึงหลีกเลี่ยงในปัจจุบัน อดีตอาจเป็นอีกเรื่องหนึ่ง เช่น "คู่กัด" ในยุโรปก็มีเช่น สวีเดนกับนอร์เวย์ อังกฤษกับฝรั่งเศส โปรตุเกสกับสเปน ก็เหมือนไทยกับพม่า ฯลฯ แต่เขาอยู่ร่วมกันอย่างสันติและรับและให้ประโยชน์แก่กันและกันบนพื้นฐานของแนวคิด Win – Win ได้อย่างสมานฉันท์
          ประชาชนในอินโดจีนรู้สึกเป็นมิตรต่อไทยมาก เหมือนอย่างที่เรารู้สึกว่าไทย-ลาว-เขมร เป็นพี่น้องกันนั่นเอง แต่ไทยอาจจะ “โง่” หน่อยตรงที่คิดว่าไทยคือพี่ใหญ่ แทนที่จะคิดว่าเราเป็นเพื่อน (บ้าน) กัน ไทยเรามักจะดูถูกเขาทั้งที่ข้าราชการของเขานั้นเรียนจบมาสูง ๆ จากยุโรปตะวันออกก็มีมากมาย ยิ่งเดี๋ยวนี้ไปไกลถึงยุโรปและอเมริกากันมากมายแล้ว
          ประเทศไทยถือเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจ อสังหาริมทรัพย์ และความเจริญในภูมิภาคนี้ จริง ๆ แล้ว อาณาจักรทางเศรษฐกิจของไทยในขณะนี้ เท่ากับประเทศไทย ลาว เขมรและพม่ารวมกันเลยทีเดียว เราซึมลึกเข้าไปในประเทศเพื่อนบ้านของเรามากมายแล้ว ในความเป็นจริงประเทศเหล่านี้ถือเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรเศรษฐกิจไทยก็ว่าได้
          สิ่งหนึ่งที่พึงเข้าใจก็คือ ในท่ามกลางความขัดแย้งสามัญชนไปตาย พวกเขาคือผู้ที่ไปตายเพื่อชาติในสงครามต่าง ๆ ที่พวกเขาไม่เคยได้ก่อ ในยามชาติล่มจม เช่น อินโดจีน สามัญชนนี่แหละคือผู้ที่ยังอยู่สร้างชาติขึ้นมาใหม่ พอพวกเขาได้มีโอกาสทำมาหากินตามปกติสุข เศรษฐกิจก็เดินหน้าต่อไปได้ สามัญชนคนธรรมดาทั่วไปนี่แหละที่บำรุงชาติ เพราะพวกเขาเสียภาษีทั้งทางตรงและทางอ้อมเพื่อให้ประเทศชาติอยู่ได้ เจริญขึ้น สามัญชนเหล่านี้กลายเป็นแรงงานราคาถูกให้กับนายทุนข้ามชาติที่มาลงทุน
          โดยสรุปแล้ว ความวุ่นวายทางการเมืองชั่วคราวถ้าดับไฟได้ทันก็คงไม่มีผลกระทบร้ายแรง แต่ถ้ามีการปลุกปั่นให้แตกแยกหนักยิ่ง ๆ ขึ้นในประเทศ ประเทศไทยก็อาจจะตกต่ำได้ การหาทางออกร่วมกันจึงเป็นกระบวนการที่ไม่อาจเพิกเฉย ในระดับภูมิภาค ถ้าไทยเรามีวิสัยทัศน์ที่ดีกว่านี้ ไทยจะยิ่งใหญ่มาก เราเป็นมิตรที่ควรค่าแก่การคบในสายตาของฟิลิปปินส์ อินโดนีเซียและบรูไน มากกว่าสิงคโปร์และมาเลเซียเสียอีก เสียดายตอนนี้นอกจากไทยจะสูญเสียภาวะผู้นำในอาเซียนแล้ว ยังจะเป็นผู้ร้ายก่อสงครามทั้งในและรอบประเทศอีก น่าอนาถแท้

ความขัดแย้งทางการเมือง นำมาซึ่งความโศกสลด พระสงฆ์ประท้วงด้วยการจุดไฟเผาตัวเองในเวียดนาม

http://literatura612.files.wordpress.com/2013/11/76865-buddhist-monk-burning.jpg


ผู้แถลง:
ดร.โสภณ พรโชคชัย (sopon@area.co.th) ประธาน ศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ไทย บจก. เอเจนซี่ ฟอร์ เรียลเอสเตท แอฟแฟร์ส หรือ AREA (www.area.co.th): ซึ่งเป็นองค์กรที่มีฐานข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ภาคสนามขนาดใหญ่ที่สุดและปรับปรุงให้ทันสมัยที่สุดในประเทศไทย และดำเนินการเก็บข้อมูลต่อเนื่องมาตั้งแต่ พ.ศ.2537 เป็นศูนย์ข้อมูลที่มีความเป็นกลางทางวิชาการ และเป็นอิสระทางวิชาชีพ โดยไม่ถูกครอบงำโดยผู้มีส่วนได้ส่วนเสียใด ๆ สมาชิกของศูนย์ข้อมูลฯ ได้รับข้อมูลที่เป็น First-hand information ในเวลาเดียวกัน

2020 Copyright © by area.co.th All Rights Reserved