อ่าน 1,381 คน
AREA แถลง ฉบับที่ 166/2557: 24 ตุลาคม 2557
การสร้างรายได้ให้ท้องถิ่น กรณีกรุงเทพมหานคร

ผู้แถลง: ดร.โสภณ พรโชคชัย
ประธาน ศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ไทย
บจก. เอเจนซี่ ฟอร์ เรียลเอสเตท แอฟแฟร์ส
sopon@area.co.th

          การคลังท้องถิ่นเป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้โครงการต่าง ๆ เป็นจริงได้หรือไม่ ดร.โสภณ พรโชคชัย ประธาน ศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ไทย บจก. เอเจนซี่ ฟอร์ เรียลเอสเตท แอฟแฟร์ส จึงเสนอแนวคิดเกี่ยวกับการสร้างรายได้ท้องถิ่น
          กทม. มีงบประมาณอยู่ประมาณ 60,000 ล้านบาท แต่ว่าในแต่ละปี เป็นเงินที่ใช้จ่ายประจำ ไม่ว่าจะเป็นเงินเดือน และค่าใช้จ่ายตามปกติอยู่แล้วถึงประมาณเกือบ 80% เป็นงบลงทุนจริงเพียง 20% เท่านั้น เท่ากับว่ากรุงเทพมหานครอยู่ในฐานะ “ตำข้าวสารกรอกหม้อ” นอกจากนี้กรุงเทพมหานครยังได้เงินอุดหนุนจากรัฐบาลถึงประมาณหนึ่งในสี่ของงบประมาณของกรุงเทพมหานครถ้าไม่มีเงินจากรัฐบาลเช่นนี้ กรุงเทพมหานครก็เท่ากับมีเงินเพียงเพื่อเลี้ยงข้าราชการและทำงานประจำ ไปโดยไม่มีเงินเพียงพอที่จะทำอะไรอื่นอีกเลย
          ดังนั้นในการวางแผนพัฒนากรุงเทพมหานคร จึงจำเป็นต้องใช้งบประมาณจำนวนมาก เราหาเงินเข้ามาใช้สอยเพื่อการพัฒนากรุงเทพมหานครอย่างไร  แนวทางการหาเงินเข้ากรุงเทพมหานครมีอยู่มากมาย เช่น
          1. การนำทรัพย์สินที่ดินของกรุงเทพมหานครเองมาให้เช่าจัดเก็บประโยชน์ ซึ่งจะสามารถสร้างรายได้ให้ กทม.อย่างมหาศาล ไม่ว่าจะเป็นการตั้งตู้ ATM ร้านค้า ฯลฯ ในหน่วยราชการ หรือการนำที่ดินแปลงใหญ่มาจัดประโยชน์ โดยสมควรที่จะประเมินค่าเช่าที่ถูกต้องตามหลักวิชาชีพ เพื่อความเป็นธรรมต่อทุกฝ่าย
          2. การจัดระเบียบการขายของบนทางเท้าเสียใหม่ ซึ่งนอกจากจะเป็นการสร้างรายได้มหาศาลแล้ว ยังทำให้บ้านเมืองเป็นระเบียบ และทำให้ผู้เช่า เช่าได้ในราคาที่ถูกลง ลดราคาสินค้าให้กับประชาชนได้อีกด้วย ทั้งนี้ประมาณการว่าการเช่าพื้นที่ค้าปลีกบนทางเท้ามีประมาณ 1,000,000 ตารางเมตร หากจัดระเบียบใหม่ให้เหลือเพียง 500,000 ตารางเมตร คืนพื้นที่ให้กับผู้สัญจร แต่แบ่งเช่าเป็น 2 กะ เช้า และค่ำให้ชัดเจน ก็จะได้เงินเท่าเดิม ปกติค่าเช่าเป็นเงินตารางเมตรละ 100 บาทต่อวันโดยเฉลี่ย ก็จะได้เงิน 100 ล้านบาทต่อวัน หากลดค่าเช่าเหลือครึ่งหนึ่งก็จะเป็นเงิน 50 ล้านบาทต่อวัน และหากกำไรสุทธิเป็น 20% ที่เหลือเป็นค่าใช้จ่ายก็จะได้รายได้สุทธิ 10 ล้านบาทต่อวันหรือ 3,650 ล้านบาทต่อปี
          3. ภาษีจากป้ายชั่วคราว โดยทุกวันนี้ป้ายโฆษณาขายสินค้า โฆษณาบ้านจัดสรรมีอยู่ตามท้องถนนมากมาย ป้ายเหล่านี้ไม่ถูกกฎหมาย แต่ถือเป็นการโฆษณาที่ได้ผลให้คนเห็นได้มากที่สุด เจ้าของป้ายหรือผู้รับจ้างติดป้ายจึงต้องทำอย่างไรให้ป้ายสามารถ “ซื้อเวลา” ให้อยู่ได้นานที่สุดเพื่อให้ผู้บริโภคได้พบเห็น ดังนั้นกรุงเทพมหานครจึงควรสร้างรายได้จากการให้เช่าที่ติดป้ายอย่างเป็นทางการ และถูกต้องตามกฎหมายตามทำเลเด่น ๆ ในกรุงเทพมหานคร คาดว่าการนี้จะนำเงินมาใช้เพื่อการพัฒนากรุงเทพมหานครได้อีกนับพันล้านบาทต่อปี
          4. การเช่าพื้นที่จอดรถชั่วคราวบนถนนต่าง ๆ ซึ่งหากจัดเก็บรายได้ให้ถูกต้อง อาจจะสร้างรายได้อีกนับพันล้านบาท แต่ทุกวันนี้มีผู้จัดเก็บ “เถื่อน” มากมายโดยที่กรุงเทพมหานครไม่ได้แตะต้องในเรื่องนี้เลย
          5. การจัดเก็บภาษีบำรุงท้องที่ โดยเฉพาะที่ดินเปล่า ที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์เท่าที่ควร ทางหนึ่งเพื่อกระตุ้นการพัฒนาพื้นที่ให้บ้านเมืองเจริญ อีกทางหนึ่งก็เป็นการสร้างรายได้ และควรที่จะเจรจาเพื่อนำที่ดินเปล่าเหล่านี้มาใช้ประโยชน์เพื่อประโยชน์ของชุมชนเป็นการชั่วคราว
          6. การจัดเก็บขยะ ทุกวันนี้กรุงเทพมหานครเสียค่าใช้จ่ายในการจัดเก็บและขนย้ายขยะมากมาย และยังต้องลงทุนเพิ่มอีกเป็นจำนวนมาก หากในแต่ละเขตมีผู้รับสัมปทานไปดำเนินการ กรุงเทพมหานครแทบไม่ต้องเสียงบประมาณ สามารถประหยัดงบประมาณได้ปีละหลายพันล้านบาท และยังหารายได้เข้ากรุงเทพมหานครได้อีกมหาศาล เป็นต้น
          7. การขอรับบริจาค โดยทุกวันนี้ประชาชนทั่วไปอาจมีโอกาสน้อยในการบริจาคที่มั่นใจได้ว่าเงินเข้าถึงผู้ด้อยโอกาสในสังคมหรือเพื่อสาธารณประโยชน์จริง เช่นในกรณีการสร้างสถานสงเคราะห์เด็กเร่ร่อน ผู้ให้บริการทางเพศ ผู้สูงอายุ ผู้ใช้ชีวิตในที่สาธารณะ ผู้ป่วยอนาถา ฯลฯ  หากมีแหล่งบริจาคของ ที่นำเงินไปใช้เพื่อการพัฒนาแท้ ๆ เป็นกุศลจริง ก็ย่อมหารายได้จากการบริจาคได้อีกมาก ซึ่งอาจรวมถึงอสังหาริมทรัพย์และอื่น ๆ อีกมาก
          8. การให้สัมปทานกิจการที่เกี่ยวข้องของกรุงเทพมหานคร ซึ่งจะลดค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ลง แต่ขณะเดียวกันยังเพิ่มเงินให้กับกรุงเทพมหานคร ทำให้กรุงเทพมหานครไม่อุ้ยอ้ายนั่นเอง

          อย่างไรก็ตาม การบริหารรัฐกิจในส่วนนี้อาจมีข้อจำกัดเนื่องจาก
          1. ไม่เข้าใจ ขาดวิสัยทัศน์ในการบริหารจัดการการคลังเท่าที่ควร จึงไม่อาจจัดเก็บรายได้ได้
          2. ทำไม่เป็น คือ ขาดความรู้ความเข้าใจในการบริหารทรัพย์สิน การประเมินค่าทรัพย์สิน การวางแผนการใช้ที่ดิน เป็นต้น
          3. อาจเกิดความเสียหาย เช่น ทำสัญญาแล้วอาจเกิดการ “เสียค่าโง่” เช่นที่เคยเกิดขึ้นแล้วในกรณีทางด่วน เป็นต้น
          4. กลัว คือกลัวว่าทำแล้วจะเป็นการเปิดช่องให้มีการโกง (มากขึ้น) จึงทำให้ผู้บริหารท้องถิ่นนิ่งเฉย ไม่สนใจต่อการจัดหารายได้เพิ่มเติม
          5. เสียโอกาส เพราะการหารายได้ที่ถูกต้องตามกฎหมาย นำเงินที่พึงได้ของกรุงเทพมหานครมาเข้าระบบ เพื่อประโยชน์ของประชาชนนั้น อาจเกิดความขัดแย้งกับผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสียนอกระบบในทางที่ผิดกฎหมายได้ แต่หากเรานึกถึงประโยชน์ของประชาชนจริง ๆ ก็น่าจะผ่านพ้นอุปสรรคนี้ได้

          โดยสรุปแล้ว การจัดหารายได้เข้ากรุงเทพมหานครจะเป็นกุญแจสำคัญที่สุดที่จะทำให้กรุงเทพมหานครสามารถรับใช้ประชาชนในกรุงเทพมหานครได้จริง เพราะลำพังการวาดหวังโครงการไว้มากมายโดยไม่มีเงิน ย่อมเป็นเพียงแค่ความฝัน


ผู้แถลง:
ดร.โสภณ พรโชคชัย (sopon@area.co.th) ประธาน ศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ไทย บจก. เอเจนซี่ ฟอร์ เรียลเอสเตท แอฟแฟร์ส หรือ AREA (www.area.co.th): ซึ่งเป็นองค์กรที่มีฐานข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ภาคสนามขนาดใหญ่ที่สุดและปรับปรุงให้ทันสมัยที่สุดในประเทศไทย และดำเนินการเก็บข้อมูลต่อเนื่องมาตั้งแต่ พ.ศ.2537 เป็นศูนย์ข้อมูลที่มีความเป็นกลางทางวิชาการ และเป็นอิสระทางวิชาชีพ โดยไม่ถูกครอบงำโดยผู้มีส่วนได้ส่วนเสียใด ๆ สมาชิกของศูนย์ข้อมูลฯ ได้รับข้อมูลที่เป็น First-hand information ในเวลาเดียวกัน

2019 Copyright © by area.co.th All Rights Reserved