ปอกเปลือก CSR วิสาหกิจยักษ์ใหญ่
  AREA แถลง ฉบับที่ 399/2558: วันอังคารที่ 29 ธันวาคม 2558

ผู้แถลง: ดร.โสภณ พรโชคชัย
ประธาน ศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ไทย
บจก. เอเจนซี่ ฟอร์ เรียลเอสเตท แอฟแฟร์ส
sopon@area.co.th

          บางท่านอาจเห็นวิสาหกิจขนาดใหญ่ๆ ทำบุญทีมหาศาล เอสเอ็มอีคง "เห็นช้างขี้ ขี้ตามช้าง" ไม่ไหว แต่จริงๆ พวกวิสาหกิจใหญ่ๆ หลายแห่ง นอกจากจะไม่ได้ทำดีจริงแล้ว ยังเป็นตัวโกง!?!

          ดร.โสภณ พรโชคชัย ประธานกรรมการบริหาร ศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ไทย

บจก. เอเจนซี่ ฟอร์ เรียลเอสเตท แอฟแฟร์ส (www.area.co.th) ในฐานะที่เป็นกรรมการหอการค้าไทย สาขาจรรยาบรรณ และสาขาเศรษฐกิจพอเพียง เป็นผู้เขียนหนังสือ "CSR ที่แท้" ซึ่งตีพิมพ์แล้วหลายครั้ง (Download ได้ฟรีที่ และเคยบรรยายในหลักสูตรนิติศาสตร์ดุษฎีบัณฑิต ด้าน Soft Laws ที่นิด้า ขอวิพากษ์เรื่อง CSR ของวิสาหกิจขนาดใหญ่

          ประเด็นแรกที่น่าสนใจคือการบริจาค อันที่จริงการบริจาคเป็นเพียงส่วนหนึ่งของความรับผิดชอบต่อสังคม (Corporate Social Responsibility: CSR) ซึ่งมีแกนหลักอยู่ที่การไม่กระทำผิดกฎหมาย อยู่ในทำนองคลองธรรม และการมีมาตรฐานและจรรยาบรรณที่ดี วิสาหกิจบางแห่งบริจาคมากจนขึ้นชื่อในนิตยสารระดับโลก แต่อันที่จริงเป็นการนับรวมเงินบริจาคของพนักงานหรือลูกค้าบ้าง บ้างก็ไถคู่ค้า (Suppliers) มาทำบุญ เป็นการสร้างความเดือดร้อนแก่คู่ค้าและกลับทำให้ต้นทุนสินค้าและบริการเพิ่มขึ้น ทำให้ขีดความสามารถของวิสาหกิจของตนลดต่ำลงอีกต่างหาก

          ห้างหรือร้านสะดวกซื้อแทนที่จะทำตัวเป็นแหล่งกระจายสินค้าที่ถูกและดีแก่ผู้บริโภค กลับกลายเป็นการ "ปิดประตูตีแมว" ยัดเยียดสินค้าและบริการของวิสาหกิจในเครือมาขาย สินค้าราว 80% เป็นของบริษัทในเครือ ของผู้บริหาร ทำลายวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือแม้กระทั่งวิสาหกิจขนาดใหญ่ที่กลายเป็นคู่แข่ง กลายเป็นการก่ออาชญากรรมไปเสียอีก ในแง่หนึ่งการทำสินค้าในเครือ (House Brand) ก็ทำให้ราคาสินค้าถูกลง แต่ในอีกแง่หนึ่งก็อาจทำให้เกิดการผูกขาดตัดตอน ขาดธรรมาภิบาลเพราะเที่ยวไป “Copy” สินค้าขายดีมาทำเอง รัฐบาลควรตรวจสอบ แต่บางทีเกิดการ “เอาหูไปนา เอาตาไปไร่” เพราะอิทธิพลที่ยิ่งใหญ่ของวิสาหกิจขนาดยักษ์เหล่านี้

          ยิ่งหากเราเปิดแฟรนไชส์กับวิสาหกิจขนาดใหญ่ ทุกอย่างก็ต้องใช้สินค้าของเขาทั้งหมด แบบ "อัฐยาย ซื้อขนมยาย" ทำให้วิสาหกิจขนาดใหญ่ ได้ทั้งขึ้นทั้งล่อง แบบ "เรือล่มในหนอง เงินทองไม่ไปไหน" ไม่กระเด็นเลย เช่น ถุงก๊อบแก๊บ หลอดดูด น้ำยาล้างสารพัด เครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องชงกาแฟ เครื่องอบต่าง ๆ ฯลฯ ผู้ที่คิดเปิดแฟรนไชส์กลายเป็น "เมืองขึ้น" แถมได้ส่วนแบ่งน้อยมาก เวลาจัดแคมเปญลด ก็ลดจากกำไรของผู้ซื้อแฟรนไชส์ ส่วนวิสาหกิจขนาดใหญ่ ไม่ได้เสียอะไรเลย แม้แต่ธุรกิจน้ำมัน จะเห็นได้ว่า ที่คุยกันนักหนาว่าทำดีต่อสังคมขนานใหญ่ แต่เพียงแค่ "เด็กปั้ม" ยังดูแลให้เขาอยู่ดีกินดีไม่ได้ แสดงว่าคงโกยกำไรเข้าวิสาหกิจยักษ์ใหญ่แทบหมด

          การทุจริตก็เป็นอีกประเด็นสำคัญของวิสาหกิจยักษ์ใหญ่ในไทยหลายแห่ง ผู้บริหารในแทบทุกระดับโกงกิน หากินตามน้ำ การตั้งสาขา การรับเหมาก่อสร้างอาคาร ก็ล้วนมีทุจริต ฝ่ายจัดซื้อกลายเป็นแหล่งโกงกินมโหฬารในวิสาหกิจขนาดใหญ่หลายแห่งทั้งที่วิสาหกิจเหล่านี้ฉากหน้าต่อต้านการทุจริต (แสดงว่าไม่กวาดบ้านตนเองเลย) แถมบ้างก็ยังประกาศว่าตนซื่อสัตย์ทำดีต่อแผ่นดินแบบเทพๆ สารพัด แต่กลับยัดเยียดขายสินค้าผ่านช่องทางจัดจำหน่ายของตน  ทำให้วิสาหกิจเหล่านี้มีเส้นสาย แบ่งพรรคแบ่งพวก ไม่แพ้หน่วยราชการและรัฐวิสาหกิจเลย

          อาจเป็นที่น่าแปลกใจว่าทำไมบิ๊กๆ นักบริหารวิสาหกิจขนาดใหญ่เหล่านี้กล้าโกง แล้ว "เจ้าสัว" "นายหัว" "นางห้าง" ไม่รู้ระแคะระคายบ้างหรือ  ความจริงบรรดาเจ้าของก็รู้ แต่เข้าทำนอง "หยิกเล็บเจ็บเนื้อ" กล่าวคือพวกลูกหลานของตนก็ร่วมกัน "เถือ" อยู่เหมือนกัน พวกผู้บริหารเหล่านี้ก็เหมือน "เสือ" ให้เจ้าของกิจการขี่  ตราบเท่าที่ "เสือ" เหล่านี้ยังช่วยเขาหากินได้ ก็ "ไม่ว่ากัน" ในทำนองนี้ ก็เสมือนหนึ่งพระเจ้าสุทโธทนะก็ไม่กล้ากำจัดขุนนางจอมโกงกินที่ห้อมล้อมอยู่ เพราะพวกเขาคือผู้ค้ำจุนอำนาจ จนทำให้เจ้าชายสิทธัตถะรู้แจ้งเห็นจริงถึงระบบการเมืองที่ล้มเหลวและหันเข้าหาทางหลุดพ้น (http://goo.gl/N7YvVr)

          ท่านสังเกตไหม ทำไมวิสาหกิจขนาดยักษ์ในไทยหลายราย พอไปต่างประเทศ มักจะ "เจ๊ง" กลับมา สาเหตุสำคัญส่วนหนึ่งก็คือ พวกนี้ทำกิจการสำเร็จในไทยได้ก็เพราะการใช้เส้น การล็อบบี้การเมืองภายในประเทศ ให้วิสาหกิจของตนทำตัวกึ่งผูกขาด "ดูด" เงินได้มหาศาล  แต่พอไปต่างประเทศ กลับไม่สามารถใช้เส้นสายได้  ความสามารถล้วน ๆ ก็มีอยู่ในขอบเขตจำกัด ขีดความสามารถในการแข่งขันจึงน้อย และจึงพ่ายแพ้กลับมานั่นเอง

          ผมไม่ได้มาให้ร้ายวิสาหกิจยักษ์แห่งใด แต่อยากให้เห็นด้านมืดและให้รู้จัก "กวาดบ้านตนเอง" มีธรรมาภิบาลที่แท้เสียบ้าง เพื่อพัฒนาชาติร่วมกับเอสเอ็มอี และเพื่อพัฒนาขีดความสามารถที่แท้


ผู้แถลง:
ดร.โสภณ พรโชคชัย (sopon@area.co.th) ประธาน ศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ไทย บจก. เอเจนซี่ ฟอร์ เรียลเอสเตท แอฟแฟร์ส หรือ AREA (www.area.co.th): ซึ่งเป็นองค์กรที่มีฐานข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ภาคสนามขนาดใหญ่ที่สุดและปรับปรุงให้ทันสมัยที่สุดในประเทศไทย และดำเนินการเก็บข้อมูลต่อเนื่องมาตั้งแต่ พ.ศ.2537 เป็นศูนย์ข้อมูลที่มีความเป็นกลางทางวิชาการ และเป็นอิสระทางวิชาชีพ โดยไม่ถูกครอบงำโดยผู้มีส่วนได้ส่วนเสียใด ๆ สมาชิกของศูนย์ข้อมูลฯ ได้รับข้อมูลที่เป็น First-hand information ในเวลาเดียวกัน

อ่าน 871 คน
2019 Copyright © by area.co.th All Rights Reserved