GDP ขึ้น แต่ทำไมคนไทยจนลง
  AREA แถลง ฉบับที่ 312/2561: วันอังคารที่ 19 มิถุนายน 2561

ผู้แถลง: ดร.โสภณ พรโชคชัย
ประธานกรรมการบริหาร ศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ไทย
บจก. เอเจนซี่ ฟอร์ เรียลเอสเตท แอฟแฟร์ส
sopon@area.co.th

            แปลกไหม ในขณะที่ตัวเลขความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยเติบโตขึ้นชัดเจน แต่ทำไมคนไทยไม่รู้สึกว่าเศรษฐกิจดีขึ้น และแท้ที่จริงแล้ว คนไทยกำลังจนลงทุกขณะ สาเหตุหนึ่งคงเป็นเพราะไทยเรายังใช้ทรัพยากรธรรมชาติไม่เป็น ไม่รู้จักทำร้ายทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน!

            ที่นายกรัฐมนตรีออกมาโวว่าตัวเลข GDP ขยายตัวเป็น 4.8% (https://bit.ly/2IXvXEj) นั้นเป็นแค่ภาพลวงตา เพราะมาจากการลงทุนของรัฐด้านสาธารณูปโภคเป็นหลัก ถ้ารัฐหยุด ทุกอย่างก็แทบนิ่ง และเพียงพึ่งการส่งออก อีกด้านหนึ่งที่ ดร.สมคิดไม่ได้พูดก็คือ GDP ไทยต่ำที่สุดในอาเซียน (ดีกว่าเฉพาะสิงคโปร์และบรูไนที่เป็นประเทศที่มีรายได้ประชาชาติต่อหัวรวยกว่าไทยถึง 5-7 เท่า) มาเลเซียที่เจริญกว่าไทย หรือฟิลิปปินส์และอินโดนีเซียที่ใกล้เคียงไทย ล้วนเติบโตไปไกแล้ว ตัวเลขของ ดร.สมคิดนั้น "จิ๊บจ๊อย" เมื่อเทียบกับสมัยยิ่งลักษณ์ที่ GDP เติบโตจาก 0.8% ในปี 2554 เป็น 7.2% ในปีถัดมา

            ในรอบ 4 ปีที่ผ่านมาประชาชนผิดหวังรัฐบาลที่แก้ปัญหาเศรษฐกิจไม่ได้ (https://bit.ly/2kf7S14) สิ่งบั่นทอนทางเศรษฐกิจและสังคมเช่น ยาบ้าก็ไม่ได้ปราบ ปล่อยให้หวยใต้ดินครองเมืองโดยไม่ยอมทำหวยบนดิน ให้ประชาชนอีก 4 แสนคนมีงานทำ (https://bit.ly/2HqV2H2) เฉยชาจนดูคล้ายให้ท้ายพวก "ยาบ้า-หวยเถื่อน" ที่โฆษณาว่าช่วยชาวบ้านเช่นแจกบัตรคนจน-คนชรา ก็ได้เงินกันเฉลี่ยคนละ 500 บาท ถ้าแจกสัก 12 ล้านคน ก็เป็นเงินแค่ 6,000 ล้านบาท ไม่พอซื้อเรือดำน้ำสักครึ่งลำด้วยซ้ำไป กองทุนหมู่บ้านก็เอาไปสร้างถนน เงินจม ได้แต่ผู้รับเหมา ไม่เกิดโภคผลต่อการหมุนเวียนต่างจากยุคทักษิณที่ให้เบ็ด ไม่ได้ให้ปลาแบบนี้  แต่ต่อข้าราชการ กลับประเคนให้สารพัดทั้งขึ้นเงินเดือน แจกโบนัส แล้วอย่างนี้เศรษฐกิจจะไปได้อย่างไร

            การบริหารแบบข้าราชการ แบบกฎุมพีย่อมไม่อำนวยประโยชน์ต่อประชาชน ยึดแต่หลักกฎหมาย (โดยเฉพาะกฎหมายที่ตนร่างขึ้นเอง) ถ้าเจอเรื่องซับซ้อนก็คิดไม่เป็น ไปไม่ถูก  อย่างเช่นกรณี "หมู่บ้านป่าแหว่ง" (https://bit.ly/2qSPFcK) หรือโรงแรมอนันตรา สิเกา (http://bit.ly/2IAAPzj) ที่ตั้งอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติ ซึ่งราชการคิดเป็นอย่างเดียวก็คือรื้อตามคำสั่งศาล เรื่องนี้หลายคนมีความเห็นที่แตกต่างกัน แต่แนวทางสำคัญในการคิดก็คือ การยึดถือประโยชน์ของประชาชนเป็นที่ตั้ง อย่าง "หมู่บ้านป่าแหว่ง" สร้างไปเป็นเงิน 1,000 ล้านบาท จะเอาเงินของประชาชนไปทุบ แล้วปลูกต้นไม้ให้มีสภาพเป็นป่าแล้งๆ แบบนั้นหรือ นั่นคือภาษีอากรของประชาชนทั้งนั้น ส่วนโรงแรมอนันตรา ถ้าใจดำทุบไปก็เป็นเงินนับพันล้าน จะไม่รู้สึกเสียดายทรัพยากรหรือ

            เราต่างเห็นร่วมกันว่าไม่ควรที่จะให้ข้าราชการอยู่ และควรลดจำนวนข้าราชการส่วนกลางและส่วนภูมิภาคลงได้แล้ว จะได้ไม่ต้องสร้างอะไรแพงๆ แบบนี้ (ยังไม่รวมค่าดูแลอีกตราบนานเท่านาน) และเราก็เห็นด้วยกันว่าการบุกรุกป่าไม่ถูกต้อง แต่เราจะทำอะไรก็ควรคำนึงถึงประชาชน เราควรเอามาใช้ประโยชน์ อย่าง "หมู่บ้านป่าแหว่ง" หรือโรงแรมดังกล่าว ถ้านำมาให้เอกชนเช่า ก็จะได้เงินที่ละนับร้อยล้าน เอาไปพัฒนาป่าไม้ ปลูกป่า ป้องกันและปราบปรามการบุกรุกทำลายป่า หรือแบ่งให้ท้องถิ่นโดยเฉพาะประชาชนคนเล็กคนน้อยได้ประโยชน์

            แต่บางคนมออกว่า

            1. ถ้าไม่รื้อ จะมีคนเอาเป็นเยี่ยงอย่าง อันนี้ไม่จริง ถ้าเราได้เงินมาพัฒนาใช้ปราบปรามการบุกรุกทำลายป่า สืบเสาะหากรณีทำลายป่าแล้วมาแฉผ่านสื่ออย่างจริงจัง ก็จะไม่มีใครกล้าทำอีก

            2. เห็นแก่นายทุน เห็นแก่เงิน อันนี้ก็ไม่จริง เพราะเราเห็นแก่ประชาชน เอาทรัพยากรมารับใช้ประชาชนต่างหากเล่า

            3. ได้เงินมาเดี๋ยวก็เกิดทุจริตอีก หากใครทุจริตก็ต้องแก้ไขเป็นกรณีๆ ไป แต่ไม่ใช่ว่าเลยปล่อยไว้ไม่ทำอะไร การปล่อยป่าไว้แบบดิบๆ ไม่ทำอะไร  ดีไม่ดีพวกเจ้าหน้าที่เองที่จะแอบเข้าไปตัดไม้ทำลายป่า

            4. บ้างก็ว่าเราควรฟื้นฟูสภาพป่า ฟื้นไปก็ได้ป่าเต็งรัง ป่าไม้ผลัดใบที่แห้งๆ ในหน้าแล้งและเขียวๆ ในหน้าฝน ไม่ใช่ป่าดิบชื้น ไม่ได้มีทรัพยากรอะไร กลับไปมีสภาพเหลือไร่ละ 150,000 บาท แทนที่จะเอาไปพัฒนาเป็นอื่น เอาเงินมาบำรุงประชาชน

            มาดูประสบการณ์การพัฒนาอสังหาริมทรัพย์บนป่าเขาในต่างประเทศกัน เราต้องรู้จักบุกรุกทำลายป่าอย่างยั่งยืน นี่คือสิ่งที่ท้าทายให้เรารู้จักคิดในมุมมองใหม่ เพื่อผลประโยชน์ของประชาชน

            1. เก็นติ้งไฮแลนด์ในมาเลเซียที่เปิดในปี 2514 ตั้งอยู่บนยอดเขาสูงประมาณ 1,800 เมตร และอยู่ในรัฐปาหัง ห่างจากกรุงกัวลาลัมเปอร์ไปทางเหนือประมาณ 60 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางราว 1 ชั่วโมง มีขนาด 30,625 ไร่ มีโรงแรมให้พัก มีห้องพักรวมกันถึง 6,300 ห้อง มีสวนสนุก ร้านค้า ภัตตาคาร กระเช้าไฟฟ้าสะดวก รวมทั้งกาสิโน ในขณะนี้มูลค่าของเก็นติ้งน่าจะเป็นเงินราว 6 แสนล้านบาท หากสามารถสร้างรายได้ๆ ปีละ 5% ของมูลค่าก็เท่ากับปีละ 30,000 ล้านบาท ในระยะเวลา 55 ปี ณ ดอกเบี้ยปีละ 4% ก็เท่ากับสามารถสร้างเงิน ณ มูลค่าปัจจุบันสูงถึง 663,258 ล้านบาทเข้าไปแล้ว ยิ่งถ้ารวมรายได้ของประชาชนโดยรอบ คงสร้างเม็ดเงินในระบบเศรษฐกิจมาเลเซียอย่างเหลือคณานับ

            2. บานาฮิลล์ที่นครดานัง ทางตอนกลางของประเทศเวียดนาม ในแต่ละวันมีนักท่องเที่ยวเดินทางมาเพื่อนั่งกระเช้าชมความสวยงามดั่งสวรรค์ของเขาบานาฮิลล์ ซึ่งตั้งอยู่ห่างจากตัวเมืองประมาณ 40 กิโลเมตร ที่นี่มีโรงแรมที่พัก สวนสนุก ศาลเจ้า สวนไม้ดอกนานาพันธุ์ ฯลฯ กระเช้าขึ้นบานาฮิลล์เป็นกระเช้าที่ยาวและสูงที่สุดโดยยาวถึง 5 กิโลเมตร ผ่านเขากว่า 20 ลูก (https://bit.ly/2Hq8W07)

            3. Mulu Marriott Resort & Spa (https://bit.ly/2LjcoIm) เป็นรีสอร์ตในนาม Marriott ที่สร้างอยู่ในป่าดิบบนเกาะบอร์เนียวของประเทศมาเลเซีย เขาเอาป่าดิบชื้นมาทำรีสอร์ต ไม่ใช่เห็นแก่นายทุน แต่เขาเห็นแก่ประชาชนต่างหาก

            4. AVANI Sepang Goldcoast Resort (https://bit.ly/2ITG28O) มี 315 ห้องพัก สร้างยื่นลงไปในทะเลในรูปแบบต้นปาล์ม ที่สำคัญอยู่ห่างจากโรงไฟฟ้าถ่านหินไม่ถึง 5 กิโลเมตร และไม่มีใครร้องเรียนเรื่องมลภาวะ

            5. Lexis Hibiscus Port Dickson (https://bit.ly/2KGLOHQ) เป็นโรงแรมที่สร้างล้ำเข้าไปในทะเลเลย โดยมีขนาดถึง 639 ห้อง เปิดให้บริการตั้งแต่ปี 2558 เรื่องดีๆ อย่างนี้คงเกิดไม่ได้ในแผ่นดินไทย แล้วเราจะเอาเงินที่ไหนมาดูแลประชาชน

            การรู้จักเอาธรรมชาติมารับใช้ประชาชนเป็นประเด็นสำคัญ แต่บางทีพวกนักอนุรักษ์ NGOs กลับคิดเห็นถึงป่าถึงสัตว์มากกว่าประชาชนคนเล็กคนน้อย ป่าที่ตีนดอยสุเทพ ก็แทบไม่เหลือสภาพอะไรเลย ที่ดินใจกลางกรุงเทพมหานครที่ทิ้งไว้ 20 ปี ยังอุดมสมบูรณ์มีสภาพเป็น "ป่าสมบูรณ์" กว่าด้วยซ้ำ ยิ่งบริเวณที่ตั้งโรงแรมอันตรา สิเกา ก็แทบไม่มีสภาพเป็นป่า มีแปลงปลูกต้นไม้บ้าง ที่โล่งบ้าง อันที่จริงโรงแรมนี้สงวนรักษาธรรมชาติให้ดูดีกว่าด้วยซ้ำไป

            ถ้าประเทศไทยรู้จักเอายอดเขาสวยๆ มาทำรีสอร์ตแบบเวียดนาม มาเลเซียและอื่นๆ

            1. ประเทศไทยก็จะมีรายได้มหาศาล

            2. ประชาชนก็จะไม่ต้องยากจน มีรายได้จากการท่องเที่ยวในท้องถิ่น

            3. ป่าไม้โดยรอบก็จะยังอยู่รวมทั้งสัตว์ป่าเพื่อสงวนให้นักท่องเที่ยวมาดู สร้างรายได้ให้ชุมชนมากกว่าการไปแอบตัดไม้ทำลายป่า แอบล่าสัตว์เสียอีก

            ต้องตั้งหลักคิดให้ดี หาไม่ประเทศไทยและคนไทยจะยากจนลงเรื่อยๆ เพราะขาดรายได้ และชาติอื่นก็จะแซงเรา เดี๋ยวนี้สิงคโปร์ บรูไน และมาเลเซียก็แซงเราไปไกลโขแล้ว ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซียและเวียดนาม ก็ใกล้จนแทบ "หายใจรดต้นคอ" แล้ว ส่วนลาว เขมร เมียนมา ก็กำลังเติบโตอย่างสุดฤทธิ์ ประเทศไทยจึงต้องปลดโซ่ตรวนทางความคิด พัฒนาได้แล้วในวันนี้


ที่มารูปภาพ: https://bit.ly/2HYxCs9


ผู้แถลง:
ดร.โสภณ พรโชคชัย (sopon@area.co.th) ประธานกรรมการบริหาร ศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ไทย บจก. เอเจนซี่ ฟอร์ เรียลเอสเตท แอฟแฟร์ส หรือ AREA (www.area.co.th): ซึ่งเป็นองค์กรที่มีฐานข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ภาคสนามขนาดใหญ่ที่สุดและปรับปรุงให้ทันสมัยที่สุดในประเทศไทย และดำเนินการเก็บข้อมูลต่อเนื่องมาตั้งแต่ พ.ศ.2537 เป็นศูนย์ข้อมูลที่มีความเป็นกลางทางวิชาการ และเป็นอิสระทางวิชาชีพ โดยไม่ถูกครอบงำโดยผู้มีส่วนได้ส่วนเสียใด ๆ สมาชิกของศูนย์ข้อมูลฯ ได้รับข้อมูลที่เป็น First-hand information ในเวลาเดียวกัน

อ่าน 1,039 คน
2018 Copyright © by area.co.th All Rights Reserved