ตัวเลขนักท่องเที่ยว รัฐแหกตา?!?
  AREA แถลง ฉบับที่ 517/2561: วันอังคารที่ 30 ตุลาคม 2561

ผู้แถลง: ดร.โสภณ พรโชคชัย
ประธานกรรมการบริหาร ศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ไทย
บจก. เอเจนซี่ ฟอร์ เรียลเอสเตท แอฟแฟร์ส
sopon@area.co.th

            เราคงได้ข่าวว่ากรุงเทพมหานครมีต่างชาติมาท่องเที่ยวมากที่สุดเป็นอันดับหนึ่งเหนือปารีส นิวยอร์ก แต่ถ้าเราเคยไปกรุงพนมเปญ จะพบว่าน่าจะมีนักท่องเที่ยวชาวตะวันตกมากกว่าในกรุงเทพมหานคร ตัวเลขของทางราชการ "แหกตา" หรือเปล่า ถ้าเราขืนลงทุน เช่น ทำโรงแรมไปตามข้อมูล จะเจ๊งพังพาบหรือไม่ เป็นสิ่งที่พึงสังวร

            ล่าสุดทางราชการไทยก็รายงานข่าวว่ากรุงเทพมหานครมีคนต่างชาติมาเที่ยวมากที่สุดถึง 20.05 ล้านคน มาอยู่เฉลี่ย 4.7 คืน และมีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยคนละ 5,500 บาทต่อวัน (https://is.gd/30kYLI) หรือเท่ากับเป็นเงิน 518,293 ล้านบาทในปี 2560  นี่ถ้ามีคนมาใช้เงินมากมายเช่นนี้จริง มากกว่ามาตรการทั้งหลายในการกระตุ้นเศรษฐกิจของชาติ ป่านนี้คนไทยคงไม่ "ปากกัดตีนถีบ" เช่นทุกวันนี้

            ยิ่งเมื่อดูจากรายได้ประชาชาติต่อหัวจะพบว่าในส่วนของ "ที่พักอาศัยและอาหาร" ซึ่งหมายถึงการท่องเที่ยวเป็นหลัก มีรายได้ตามตัวเลขจริง 700,843 ล้านบาทในปี 2559 (ล่าสุด: https://is.gd/CukIZo) แต่มีอัตราการเพิ่มขึ้นจากปีก่อนที่ 9.9% ทั้งนี้ในกรณีนี้รวมนักท่องเที่ยวไทย ตลอดจนกิจการที่ไม่ได้เกี่ยวกับการท่องเที่ยวโดยตรงด้วย เช่น การจัดประชุมสัมมนาภายในประเทศ ดังนั้นตัวเลขนักท่องเที่ยวทางการจึงไม่น่าจะสอดคล้องกับความจริง

            อันที่จริงนักท่องเที่ยวก็เพิ่มแต่ไม่ได้ขึ้นมากมายตามตัวเลขทางการ ความเห็นจากผู้ค้าที่วัดอรุณ ท่าเตียน ท่าช้าง และถนนข้าวสาร ที่ผมไปถามเมื่อวันอังคารที่ 13 กุมภาพันธ์ 2561 พื้นที่เหล่านี้เป็นแหล่งที่นักท่องเที่ยวให้ความสนใจไปท่องเที่ยวมากที่สุด ในแต่ละบริเวณมีร้านค้า แผงลอยและผู้ประกอกการอยู่ราว 150-200 ราย ผมได้สำรวจแห่งละประมาณ 32 รายหรือราว 20% ของผู้ค้าทั้งหมด

            ผลการสำรวจเบื้องต้นพบว่าที่บริเวณวัดอรุณราชวราราม ปรากฏว่ามีนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นเนื่องจาก พระปรางค์วัดอรุณเพิ่งบูรณะเสร็จ และเรือด่วนเริ่มจอด โดยมีนักท่องเที่ยวเพิ่มจากเดิมประมาณ 4.4% โดยประมาณ รายได้จากการขายก็ดีกว่าเดิมเล็กน้อย ทั้งนี้โดยถือว่าการขายในปี 2560 เท่ากับ 100% ปีนี้เพิ่มขึ้น 0.6% อย่างไรก็ตามผู้ค้าเห็นว่าเศรษฐกิจตกต่ำลงกว่าปี 2560 จาก 100% เหลือ 98.1% และคาดว่าปี 2562 เศรษฐกิจยังจะตกต่ำลงไปอีกเหลือเพียง 97% จาก 100% ในปี 2560

            ที่บริเวณท่าเตียน วัดโพธิ์ ซึ่งปัจจุบันไม่มีเรือด่วนผ่านแล้ว แต่ก็ยังเป็นที่นิยมอยู่ โดยนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น 1.6% ต่ำกว่าที่วัดอรุณราชวราราม ส่วนรายได้จากการขายสินค้า กลับลดลงจาก 100% ในต้นปี 2560 เหลือ 96.6% ในต้นปี 2561 ผู้ค้าประเมินภาวะเศรษฐกิจจาก 100% ณ ต้นปี 2560 เหลือ 96.4% ในปี 2561 และคาดว่าจะตกลงเหลือ 91.4% ในปี 2562

            บริเวณท่าช้างใกล้กับพระบรมมหาราชวัง ก็เป็นอีกจุดที่มีนักท่องเที่ยวหนาตาเป็นพิเศษ ปรากฏว่าผู้ค้าเห็นว่านักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นกว่าต้นปี 2560 ถึง 7.2% แต่รายได้ก็ไม่ได้เพิ่มขึ้น คือเป็นเพียง 98.1% ของรายได้ในช่วงต้นปี 2560 ในด้านภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน ผู้ค้าและสามล้อประจำย่านนั้นก็มองว่า ยังตกต่ำกว่าปี 2560 คือในปีนี้เหลือเพียง 96.6% และในปี 2560 น่าจะเหลือ 93.4%

            ในบริเวณถนนข้าวสาร ซึ่งเป็นจุดที่มีนักท่องเที่ยวหนาแน่นเช่นกัน แต่ในสายตาของผู้ค้าและสามล้อในพื้นที่กลับมองว่านักท่องเที่ยวลดลง ผู้เข้าพักก็ลดลงกว่าแต่ก่อน เหลือเพียง 96.8% ของปี 2560 รายได้จากการขายสินค้าก็ลดลงเหลือเพียง 93.2% ซึ่งถือว่าลดลงมากที่สุดใน 4 บริเวณนี้ ส่วนเศรษฐกิจ ผู้ค้าในย่านถนนข้าวสารประเมินไว้ต่ำสุดคือ 95.8% และคาดว่าในปี 2562 เศรษฐกิจน่าจะลงต่ออีกเล็กน้อย เหลือ 91.3%

            โดยสรุปทั้ง 4 บริเวณพบว่า นักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นจริง คือประมาณ 2.5% จากต้นปี 2560 แต่รายได้ลดลงเหลือ 97.2% ซึ่งแม้ไม่ได้ลดลงมาก แต่ไม่ได้เพิ่มขึ้น เศรษฐกิจของชาติก็ดูตกต่ำลงจาก 100% เหลือ 96.7% เท่านั้น และที่สำคัญในปี 2562 คาดว่ายังจะลงต่อไปเหลือ 93.3% สาเหตุที่นักท่องเที่ยวเพิ่ม แต่ขายสินค้าได้น้อยลงก็เพราะ นักท่องเที่ยวกลุ่มคุณภาพจากยุโรปมาลดลง เนื่องจากผลของรัฐประหารส่วนหนึ่ง

            ลูกค้าที่มามากก็คือชาวจีนซึ่งมักมาเป็นหมู่คณะ ไม่ได้ซื้อสินค้าอะไรมากนัก มาเดินมากกว่า ลูกค้าต่างชาติที่มา ยังต่อรองราคาอย่างสุดจะน่าเกลียด เช่น สินค้าราคา 100 บาท ต่อครึ่งราคา หรือต่อเหลือ 30 บาทบ้าง แม่ค้าบางรายถึงกับระบุว่าชาวพม่าที่มาทำงานในประเทศไทย แล้วแวะมาเที่ยว ยังมีกำลังซื้อมากกว่านักท่องเที่ยวเสียอีก และไม่ต่อรองราคาครึ่งต่อครึ่งเช่นนี้ นอกจากนั้น ยังอาจเป็นเพราะมีผู้ค้ามากยิ่งขึ้นอีกด้วย ผู้ค้าหลายรายโดยเฉพาะที่ถนนข้าวสารก็เจ๊งไปหลายร้าน โรงแรมก็ไม่เต็มเช่นเมื่อหลายปีก่อนรัฐประหาร

            เมื่อเร็วๆ นี้มีข่าวว่านักท่องเที่ยวจีนมาใช้จ่ายเงินคนละ 6,600 บาทต่อวัน หรือครั้งละ 53,484 บาท (7-8 วัน: https://is.gd/RxRbmT) ข้อมูลนี้ใครไปเชื่อก็คง "ออกลูกเป็นลิงแน่นอน" (เชื่อไม่ได้) ตัวเลขนี้สูงกว่าของนักท่องเที่ยวทั่วไปเสียอีก เรามักเห็นไกด์จีน รถทัวร์จีน ร้านอาหารจีน โรงแรมจีน ร้านค้าของที่ระลึกจีน ยังดีที่จีนยังไม่ได้เป็นเจ้าของสถานท่องเที่ยวในไทย หรือยังไม่ได้เลียนแบบไปตั้งไว้ที่จีนเสียหมด จึงมาเที่ยวเมืองไทย

            ในแง่ของการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ประเภทโรงแรมหรือการท่องเที่ยวอื่น หากเรามองในแง่ดีจนเกินไป ที่เน้นที่นักท่องเที่ยวจีน ก็อาจผิดหวังได้ เพราะตอนนี้จีนกำลังทำสงครามการค้ากับสหรัฐอเมริกา อาจต้องรัดเข็มขัด ดังจะเห็นได้ว่านักท่องเที่ยวจีนหดตัวลงอย่างเด่นชัด เรายังคงจำได้ว่าเมื่อก่อนก็มีนักท่องเที่ยวญี่ปุ่น รัสเซียมาไทยมากมาย แต่ต่อมาก็ค่อยๆ มลายหายไป

            ในความเป็นจริง จากการสำรวจความเห็นของประชาชนแท้ๆ ที่รังสิต สำโรงและอ้อมน้อย ปรากฏว่าคะแนนที่ประเมินได้คือ 3.7 เต็ม 10 สถานการณ์เศรษฐกิจในขณะนี้ไม่ดีอย่างชัดเจน และหากเทียบกับเมื่อปีที่แล้ว พ.ศ.2560 ปรากฏว่าคะแนนอยู่ที่ 4.7 หรือดีกว่าปีนี้ แสดงว่าเศรษฐกิจตกต่ำลงกว่าที่ผ่านมา อย่างไรก็ตามผู้ตอบแบบสอบถามคาดว่าเศรษฐกิจจะดีขึ้นในปี 2562 แต่ก็ยังต่ำกว่าปี 2560 หรืออาจจะรวมก่อนหน้านี้ด้วยอยู่ดี (http://bit.ly/2M1sHgZ)

            เห็นทีไทยจะหวังพึ่งการท่องเที่ยวมากระตุ้นเศรษฐกิจไม่ได้เสียแล้ว คงต้องกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากให้ดีด้วยการ "ให้เบ็ด" แบบ "ประชานิยม" ของรัฐบาลก่อนๆ มากกว่าการ "ให้ปลา" แจกเงินแบบ "ประชารัฐ" ของรัฐบาลปัจจุบัน เพื่อให้ประชาชนมีอิสรภาพทางการเงิน สามารถที่จะพัฒนาตนเองให้พ้นจากความยากจนได้ รวมทั้งต้องปราบปรามยาบ้า หวยใต้ดิน บ่อนเถื่อนที่บ่อนทำลายฐานะทางเศรษฐกิจของประชาชนส่วนใหญ่

            ต้องรีบทำก่อนที่คนไทยจะจนลงกว่านี้


ผู้แถลง:
ดร.โสภณ พรโชคชัย (sopon@area.co.th) ประธานกรรมการบริหาร ศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ไทย บจก. เอเจนซี่ ฟอร์ เรียลเอสเตท แอฟแฟร์ส หรือ AREA (www.area.co.th): ซึ่งเป็นองค์กรที่มีฐานข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ภาคสนามขนาดใหญ่ที่สุดและปรับปรุงให้ทันสมัยที่สุดในประเทศไทย และดำเนินการเก็บข้อมูลต่อเนื่องมาตั้งแต่ พ.ศ.2537 เป็นศูนย์ข้อมูลที่มีความเป็นกลางทางวิชาการ และเป็นอิสระทางวิชาชีพ โดยไม่ถูกครอบงำโดยผู้มีส่วนได้ส่วนเสียใด ๆ สมาชิกของศูนย์ข้อมูลฯ ได้รับข้อมูลที่เป็น First-hand information ในเวลาเดียวกัน

อ่าน 1,514 คน
2018 Copyright © by area.co.th All Rights Reserved