ตายอย่างร่ำรวย ตายอย่างไร้ศักดิ์ศรี: คุณธรรมใหม่
  AREA แถลง ฉบับที่ 65/2562: วันศุกร์ที่ 08 กุมภาพันธ์ 2562

ผู้แถลง: ดร.โสภณ พรโชคชัย
ประธาน ศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ไทย
บจก. เอเจนซี่ ฟอร์ เรียลเอสเตท แอฟแฟร์ส
sopon@area.co.th

            อภิมหาเศรษฐีไทยเอ๋ย จงศึกษาเรียนรู้จากมหาเศรษฐีโลกเถิด อย่าตายอย่างร่ำรวย ตายไปก็เอาอะไรไปไม่ได้ ในประวัติศาสตร์อันทรงเกียรติของมนุษยชาติ เศรษฐีไม่มีที่ยืนในประวัติศาสตร์ ยกเว้นเศรษฐีที่สละทรัพย์จริงๆ แบบไม่เอาหน้าเท่านั้น  มาสร้างบันทัดฐานความดีใหม่ที่ไม่จอมปลอมกันเถอะ

            ภาษิตฝรั่งมีว่า "คนที่ตายอย่างร่ำรวย ตายอย่างไร้ศักดิ์ศรี" (the man who dies thus rich dies disgraced) หรือน่าละอาย นี่คือคำกล่าวของอภิมหาเศรษฐีอเมริกันนายแอนดรูว์ คาร์เนกี ผู้ที่บริจาคทรัพย์เกือบทั้งหมดให้การกุศลก่อนตาย เหลือไว้ให้ทายาทบางส่วน ซึ่งต่างจากแนวคิดแบบไทยๆ ที่อยากตายโดยมีมรดกเหลือให้ลูกหลานมากๆ โดยไม่เคยคิดที่จะ "เฉือนเนื้อ" เสียสละเพื่อส่วนรวมแต่อย่างใด

            ในสหรัฐอเมริกา "อภิมหาเศรษฐีอเมริกันมีความนิยมเหมือนกันอันหนึ่ง คือ เมื่อรวยแล้วก็จะต้องหาทางคืนกลับให้สังคมเป็นการให้กลับแบบหมดตัว คือทรัพย์สินเงินทองและความมั่งคั่งทั้งมวลที่สู้อุตส่าห์หามาได้ทั้งชีวิต เมื่อกันไว้ให้ลูกเมียพอให้ได้อยู่อย่างไม่ลำบากไปตลอดชีวิตแล้ว ที่เหลือก็จะนำไปคืนกลับให้สังคมได้ใช้ประโยชน์" https://bit.ly/2tkaWxL)

            1. มหาเศรษฐียุคใหม่ เช่น Warren Buffets ที่ประกาศสละทรัพย์เกือบทั้งหมดให้กับการกุศล Bill Gates เองก็เป็นเจ้าของมูลนิธิจำนวนมาก มุ่งมั่นทั้งในเรื่องโรคเอดส์ มาลาเรีย การศึกษาชั้นประถม หรือแม้กระทั่งการปรับปรุงส้วมในอินเดีย

            2. George Soros ก็ยังมีมูลนิธิที่ให้การสนับสนุนเรื่องสิทธิมนุษยชน องค์กรเอกชนจำนวนมากที่ทำงานด้านนี้ในเมียนมาล้วนได้รับการสนับสนุนจากเขา

            3. Benjamin Franklin ให้เงินก่อตั้งมหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนีย

            4. Ezra Cornell ให้เงินเพื่อก่อตั้งมหาวิทยาลัยคอร์แนล

            5. John D. Rockefeller สนับสนุนเงินทุนก่อตั้งมหาวิทยาลัยชิคาโกและก่อตั้งมูลนิธิร็อคกี้เฟลเลอร์

            6. John Jacob Astor วางทุนประเดิมให้สร้างห้องสมุดประชาชน New York Public Library

            7. J.P. Morgan ผู้สร้าง J.P. Morgan Library ซึ่งรวบรวมต้นฉบับชั้นยอดไว้ให้สาธารณะได้ชมมาจนถึงทุกวันนี้

            8. Andrew Carnegie Mellon มอบทรัพย์สินเงินทองราว 90% ที่มีอยู่ทั้งหมดเพื่อการกุศลสาธารณะ ทั้งสร้างห้องสมุดประชาชนทั่วสหรัฐฯ สร้างคาร์เนกี้ฮอลล์ สร้างสถาบันการศึกษาระดับสูง ที่ต่อมาพัฒนาขึ้นเป็น มหาวิทยาลัย Carnegie Mellon ฯลฯ  ตอนที่ Carnegie ตอนที่เขาตายเมื่ออายุได้ 84 ปีนั้น โลกพบว่า เขาได้ใช้จ่ายเงินทองและทรัพย์สินที่มีอยู่ของเขาแทบทั้งหมดไปกับประโยชน์สาธารณะ ผ่านโครงการมูลนิธิ และสถาบันต่างๆ ที่เขาตั้งขึ้นหรือเข้าไปเกี่ยวข้องด้วย เขาเป็นฮีโร่ของบรรดามหาเศรษฐีใจบุญรุ่นหลังจากเขา

            ส่วนหนึ่งอภิมหาเศรษฐีฝรั่ง ญี่ปุ่น ไต้หวัน เกาหลี ฯลฯ บริจาคกันขนาดนี้ก็เพราะระบบภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างและระบบภาษีมรดกที่โหดมาก ยิ่งมีสมบัติมาก ยิ่งเสียภาษีสูงถึง 50% โอกาสเลี่ยงแบบในประเทศไทยก็ไม่มี  อภิมหาเศรษฐีฝรั่งก็เลย "ทำเท่" ด้วยการบริจาคแบบสุด ๆ ไปเลย  แต่ในประเทศไทยที่ปกป้องแต่คนรวยจัดๆ พวกเขาจึงไม่เดือดร้อน แต่เราก็น่าจะมีสำนึกในการคืนสู่สังคมบ้าง

            รวยไปก็เอาอะไรไปไม่ได้ อย่าให้คนก่นด่าถึงความใจแคบเลย

 

ที่มารูปภาพ : https://moneyhub.in.th/wp-content/uploads/2016/02/shutterstock_306211148.jpg​;

           


ผู้แถลง:
ดร.โสภณ พรโชคชัย (sopon@area.co.th) ประธาน ศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ไทย บจก. เอเจนซี่ ฟอร์ เรียลเอสเตท แอฟแฟร์ส หรือ AREA (www.area.co.th): ซึ่งเป็นองค์กรที่มีฐานข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ภาคสนามขนาดใหญ่ที่สุดและปรับปรุงให้ทันสมัยที่สุดในประเทศไทย และดำเนินการเก็บข้อมูลต่อเนื่องมาตั้งแต่ พ.ศ.2537 เป็นศูนย์ข้อมูลที่มีความเป็นกลางทางวิชาการ และเป็นอิสระทางวิชาชีพ โดยไม่ถูกครอบงำโดยผู้มีส่วนได้ส่วนเสียใด ๆ สมาชิกของศูนย์ข้อมูลฯ ได้รับข้อมูลที่เป็น First-hand information ในเวลาเดียวกัน

อ่าน 496 คน
2019 Copyright © by area.co.th All Rights Reserved