นักท่องเที่ยวจีนหดเพราะบิ๊กป้อม?
  AREA แถลง ฉบับที่ 225/2562: วันพฤหัสบดีที่ 25 เมษายน 2562

ผู้แถลง: ดร.โสภณ พรโชคชัย
ประธาน ศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ไทย
บจก. เอเจนซี่ ฟอร์ เรียลเอสเตท แอฟแฟร์ส
sopon@area.co.th

            มีการส่งข้อมูลเท็จทาง LINE อ้างชื่อ "บัณฑูร ล่ำซำ" (https://bit.ly/2vhqIua) ว่า "นักท่องเที่ยวจีนที่หายไปมากไม่ใช่เพราะเรือล่มอีกแล้ว แต่เป็นเพราะในประเทศจีนเองก็เจอปัญหาหนักมาก ทั้งคนที่เที่ยวและออกมาลงทุนที่หายไป เป็นปัจจัยใหญ่กว่าที่คนไทยเข้าใจมากนัก" นี่ไม่ใช่ความจริง นักท่องเที่ยวจีนจำนวนมหาศาล ไปเที่ยวทั่วโลกเพิ่มขึ้นทุกปี แต่เขาลดมาไทยเองต่างหาก ที่เป็นอย่างนี้ก็เพราะ พล.อ.ประวิตรไปพูดให้จีนไม่ถูกใจหรือไม่

            จะเห็นได้ว่าสถิตินักท่องเที่ยวจีนไปต่างประเทศเพิ่มขึ้นทุกปีในช่วง 3 ปีที่ผ่านมาคือ 2560-2562 โดยในปี 2561 นักท่องเที่ยวจีนมีประมาณ 149.72 ล้านคน โดยเพิ่มจากปี 2560 ถึง 14.7% แต่ในปี 2562 คาดว่าจะเพิ่มเป็น 180 ล้านคน หรือเพิ่มขึ้น 20.2% จากสถิตินี้แสดงให้เห็นว่า คำกล่าวที่ว่าประเทศจีนประสบปัญหาทางเศรษฐกิจ จนนักท่องเที่ยวหดตัว จึงเป็นความเท็จโดยสิ้นเชิง

สถิตินักท่องเที่ยวจีนไปต่างประเทศ 2560-2562

ปี ล้านคน เปลี่ยนแปลง ที่มา
2560 130.53   https://bit.ly/2UVWT1g
2561 149.72 14.70% https://bit.ly/2UVWT1g
2562 180 20.20% https://bit.ly/2L0YNt8


            อย่างไรก็ตามนักท่องเที่ยวจีนกลับหดตัวลงในกรณีประเทศไทย อาจเป็นเพราะ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ให้สัมภาษณ์ เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม กรณีเหตุเรือล่มบริเวณเกาะเฮ จ.ภูเก็ต เมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม 2562 ว่า "ก็นักท่องเที่ยวจีนเป็นคนทำนักท่องเที่ยวจีน" (https://bit.ly/2PvLBef) จนสร้างความไม่พอใจให้กับชาวจีนกระทั่งขู่บอยคอตไม่มาเที่ยวไทย จน พล.อ.ประวิตร ต้องขอโทษ ตามข่าวว่า "บิ๊กป้อม ขอโทษจีน พูดกระทบใจ ปมทำตัวเอง! เหตุเรือล่มภูเก็ต. . ." (https://bit.ly/2qSyRmo)

 

 

            นับแต่นั้นเป็นต้นมา จำนวนนักท่องเที่ยวจีนก็หดตัวลงตามลำดับ จากการสัมภาษณ์ผู้ประกอบการท่องเที่ยวทางภาคใต้ ทั้งที่ภูเก็ตและหลีเป๊ะ ต่างบอกในทำนองเดียวกันว่า นักท่องเที่ยวจีนหดตัวลงไปประมาณ 20% ซึ่งทำให้กิจการท่องเที่ยว โรงแรมที่พักต่างๆ ซบเซาลง  และคาดว่าในช่วงนอกฤดูการท่องเที่ยวของภาคใต้ คือเดือนมิถุนายน-ตุลาคม ซึ่งปกติจะมีนักท่องเที่ยวจีนมาทดแทนนักท่องเที่ยวยุโรป ก็อาจยังซบเซาอย่างต่อเนื่อง ขนาดว่ามีข่าวว่า "รมว.ท่องเที่ยวชี้ภาวะหดตัวของนักท่องเที่ยวจีนจบแล้ว" (https://bit.ly/2UBT8cD) แสดงว่าการพูดโดยไม่ทันระวังส่งผลเสียต่อการท่องเที่ยวจริง

            อย่างไรก็ตาม อาจมีบางท่านบอกว่านักท่องเที่ยวจีนเข้ามาน้อยก็เพราะตอนนี้กำลังทำสงครามเศรษฐกิจกับสหรัฐอเมริกาอยู่ คนจีนต้อง "รัดเข็มขัด" ไม่ค่อยไปเที่ยวไหนแล้ว แต่นี่ไม่ใช่ความจริง จากสถิติของประเทศฟิลิปปินส์ มาเลเซียและสิงคโปร์ ซึ่งเป็นประเทศที่นำเสนอสถิติได้ว่องไวกว่าประเทศอื่นๆ ในอาเซียน พบว่า นักท่องเที่ยวจีนไปเที่ยวประเทศเหล่านี้ไม่ขาดสาย ที่สำคัญเพิ่มขึ้นมหาศาลด้วยโดยเฉพาะฟิลิปปินส์และมาเลเซีย  ยิ่งประเทศเหล่านี้พัฒนาการท่องเที่ยวมาก ก็ยิ่งทำให้อสังหาริมทรัพย์ในต่างแดนเหล่านี้เติบโตมากยิ่งขึ้นไปอีก  จากคำบอกเล่าของผู้ประกอบการท่องเที่ยวภาคใต้ บอกว่านักท่องเที่ยวจีนเบนเข็มไปท่องเที่ยวประเทศเพื่อนบ้านของไทยแทนที่จะมาไทย

 

 

            เมื่อปี 2560 นักท่องเที่ยวจีนเข้ามา 9,846,818 คน สร้างรายได้เข้าประเทศประมาณ 520,722.39 ล้านบาท (https://bit.ly/2PzdzZX) ถ้านักท่องเที่ยวในช่วงเดือนสิงหาคม-พฤศจิกายน 2561 หายไป 1,028,044 คน ก็เท่ากับทำเงินหล่นหายไปประมาณ 51,365 ล้านบาท เงินจำนวนนี้มีค่าสูงถึงประมาณ 2% ของงบประมาณแผ่นดินไทยที่ 3 ล้านล้านบาท ที่สำคัญถ้านับถึงวันนี้มูลค่าความเสียหายคงมากกว่านี้อีก

            คาวมเสียหายเหล่านี้ยังไม่นับรวมผลพวงทางเศรษฐกิจและสังคมที่เกิดจากอาการขาดเงินของประชาชน จนทำให้เกิดอาชญากรรมเพิ่ม หรืออาจทำให้ถึงขั้นฆ่าตัวตาย บ้านแตกสาแหรกขาดอีกต่างหาก อย่างไรก็ตามท่าน พล.อ.ประวิตรก็คงไม่ได้ตั้งใจพูดให้ไทยเสียหาย หรือตั้งใจดีที่จะแก้ต่างให้กับประเทศไทยโดยไม่ทันคิด แต่ก็คือได้ว่า "ความผิดสำเร็จแล้ว" จึงอาจพึงคิดค่าเสียหายกันหรืออาจถือเป็นบทเรียนสำหรับประเทศไทย

            อย่างนี้ต้องไปคิดค่าเสียหายกับใครหรือไม่ก็ต้องแล้วแต่พิจารณา

 

ชม Youtube video : https://youtu.be/6LKiEemQKJ8

 


ผู้แถลง:
ดร.โสภณ พรโชคชัย (sopon@area.co.th) ประธาน ศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ไทย บจก. เอเจนซี่ ฟอร์ เรียลเอสเตท แอฟแฟร์ส หรือ AREA (www.area.co.th): ซึ่งเป็นองค์กรที่มีฐานข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ภาคสนามขนาดใหญ่ที่สุดและปรับปรุงให้ทันสมัยที่สุดในประเทศไทย และดำเนินการเก็บข้อมูลต่อเนื่องมาตั้งแต่ พ.ศ.2537 เป็นศูนย์ข้อมูลที่มีความเป็นกลางทางวิชาการ และเป็นอิสระทางวิชาชีพ โดยไม่ถูกครอบงำโดยผู้มีส่วนได้ส่วนเสียใด ๆ สมาชิกของศูนย์ข้อมูลฯ ได้รับข้อมูลที่เป็น First-hand information ในเวลาเดียวกัน

อ่าน 2,819 คน
2019 Copyright © by area.co.th All Rights Reserved