บริษัทพังเพราะ CEO ฉาวเรื่องเพศ
  AREA แถลง ฉบับที่ 402/2562: วันจันทร์ที่ 05 สิงหาคม 2562

ผู้แถลง: ดร.โสภณ พรโชคชัย
ประธาน ศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ไทย
บจก. เอเจนซี่ ฟอร์ เรียลเอสเตท แอฟแฟร์ส
sopon@area.co.th

                เมื่อเร็วๆ นี้มีเจ้าของบริษัทพัฒนาที่ดินรายใหญ่มากของจีน ได้ถูกจับกุมในคดีล่วงละเมิดทางเพศกับเด็กหญิงวัย 9 และ 12 ปี ทำให้หุ้นของบริษัทตกระนาว  กรณีนี้เราถือว่าเป็นเรื่องของ Personal Goodwill ที่ส่งผลกระทบต่อ Corporate Good will ที่น่าสนใจมาก  มูลค่าทางธุรกิจหดหายไปทันที

                ข่าวคราวเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2562 นี้เอง มีรายงานข่าวว่า เกี่ยวกับการล่วงละเมิดทางเพศของนายหวัง เจิ้งหัว (Wang Zhenhua) มหาเศรษฐีพันล้าน ผู้ก่อตั้ง ประธานหรือ CEO ของกลุ่มบริษัทฟิวเจอร์แลนด์ ดีเวลอปเมนต์โฮลดิ้งส์ (Future Land Development Holdings Ltd) วัย 57 ปี ทำให้หุ้นของบริษัทร่วงระนาว มูลค่า 5,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 150,000 ล้านบาท บริษัทดังกล่าวก็ประกาศปลดนายหวังออกจากตำแหน่ง และตั้งลูกชายของนายหวังขึ้นมาแทน อย่างนี้จะช่วยแก้ไขสถานการณ์ได้หรือไม่ (https://cnn.it/2NHCU3e) เรามาวิเคราะห์กันดู

                เรื่องราวมีอยู่ว่า นายหวัง ประธานกลุ่มบริษัทฟิวเจอร์แลนด์ ดีเวลอปเมนต์โฮลดิ้งส์ ซึ่งเป็นบริษัทพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์รายยักษ์ใหญ่แห่งหนึ่งของนครเซี่ยงไฮ้ ถูกจับกุมในฐานะผู้ต้องสงสัยล่วงละเมิดทางเพศเด็กในโรงแรมที่เซี่ยงไฮ้ และมีหญิงแซ่โจว อายุ 49 ปี อีกคนถูกจับฐานสมรู้ร่วมคิด  มีรายงานว่ามีเด็กหญิงสองคน อายุ 9 ขวบ และ 12 ปี ถูกนำตัวไปหานายหวังที่โรงแรมในนครเซี่ยงไฮ้เมื่อ 29 มิถุนายน ต่อมาแม่เด็กอายุ 9 ขวบเข้าแจ้งความ และตำรวจเซี่ยงไฮ้ออกแถลงการณ์เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคมว่า ได้ควบคุมตัวนายหวัง ในข้อหาทำร้ายทางเพศต่อเด็กอายุ 9 ขวบไว้สอบสวนพร้อมนางโจว ซึ่งเป็นแม่ของเด็กที่อายุ 12 ปี ที่ได้หลอกแม่ของเด็กวัย 9 ขวบ ว่าจะพาเด็กไปเที่ยวดิสนีย์แลนด์พร้อมลูกสาวตน แต่จริงๆ พาไปเป็นเหยื่อที่โรงแรม ผลการตรวจร่างกายพบเด็กบาดเจ็บที่อวัยวะเพศ

                ต่อมา บริษัทฟิวเจอร์แลนด์ ได้ออกแถลงการณ์ขอโทษสำหรับพฤติกรรมของประธานหรือ CEO และความทุกข์ที่เด็กหญิงและครอบครัวได้รับ  บริษัทให้นายหวังออกจากตำแหน่งประธานบริษัท บริษัทระบุหุ้นร่วงไปร้อยละ 36 จากวันที่ 3-5 กรกฎาคมในตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกงหลังข่าวจับกุมผู้ก่อตั้งบริษัทแพร่ออกไป รวมถึง อี-เอ็นจอย เวอร์วิส กรุ๊ป บริษัทจัดการอสังหาริมทรัพย์ที่นายหวังถือหุ้นร้อยละ 73 ร่วงลงร้อยละ 41 ช่วงเดียวกัน  ทั้งนี้นายหวังเป็นมหาเศรษฐีระดับพันล้านเหรียญสหรัฐ จากการประเมินของนิตยสารฟอร์บส์ นายหวังมีทรัพย์สินประมาณ 2,470 ล้านดอลลาร์ หรือราว 74,100 ล้านบาท นอกจากบริษัทฟิวเจอร์แลนด์ที่ใหญ่เป็นอันดับ 8 ของจีนยังถือครองกิจการในฮ่องกง ได้แก่ เอส-เอ็นจอย เซอร์วิส กรุ๊ป (https://bit.ly/2YH1TF4)

                กรณีอย่างนี้

                1. ถ้าเป็นเจ้าของธุรกิจผิดกฎหมายอยู่แล้ว ก็ติดลบอยู่ตามปกติ ไม่ได้ทำให้อะไรเสียหายมากไปกว่านี้

                2. ถ้าเป็นปุถุชนทั่วไป ก็คงเสียหายเฉพาะบุคคล ไม่ได้เกี่ยวกับบริษัท เช่น ข่าว “แจ้งจับเฒ่า65ใช้เงินล่อด.ญ.10 ขวบพาเข้าห้องน้ำ. . .” (https://bit.ly/32aUiAB)

                3. ถ้าเป็นนักการเมือง ซึ่งเคยเกิดขึ้นกับนายเฉลิม พรหมเลิศ ซึ่งถูกกล่าวหาว่าซื้อบริการทางเพศจากเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี เมื่อปี พ.ศ. 2543 จนกระทั่งในปี พ.ศ. 2550 ศาลฎีกา มีคำพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ ให้จำคุกนายเฉลิม 36 ปี และถูกจำคุกที่เรือนจำกลางคลองเปรม ต่อมาได้รับการพระราชทานอภัยโทษให้คงเหลือโทษจำคุก 5 ปี  ในปี พ.ศ. 2556 เขาได้รับการพักโทษ เนื่องจากเข้าหลักเกณฑ์จำคุกเกิน 2 ใน 3 และเป็นนักโทษชรา (https://bit.ly/32emcf5) กรณีเช่นนี้ก็ย่อมทำให้หมดอนาคตทางการเมืองไป

                แต่ในกรณีนี้เป็นถึงประธานของบริษัทใหญ่ ทำให้หุ้นของบริษัทสูญไป 155,000 ล้านบาท  กรณีนี้ชี้ให้เห็นว่าแบรนด์เนมของบริษัทพัฒนาที่ดินมหาชนนั้น ขึ้นอยู่กับผู้บริหารด้วย  แต่ถ้ากรณีนี้ หากเกิดขึ้นกับผู้บริหารของโค้ก ณ นครแอตแลนตา มลรัฐจอร์เจีย โดยสมมติว่าไป “ตุ๋ย” เด็กผู้ชาย หรือไปซื้อบริการทางเพศกับเด็กผู้หญิงที่ไม่บรรลุวุฒิภาวะ ราคาหุ้นของโค้ก หรือมูลค่าแบรนด์ของโค้กก็คงแทบจะไม่ได้ขึ้นลงตามประธานบริษัท  เพราะแบรนด์มีความมั่นคงแข็งแรงมานาน เป็น Corporate Goodwill ที่ไม่ค่อยได้ขึ้นอยู่กับตัวผู้บริหาร

                เรามาทำความเข้าใจคำว่า "ค่าความนิยม" หรือภาษาอังกฤษใช้คำว่า Goodwill กันในเริ่มต้นก่อน ในแง่หนึ่ง ในทางการบัญชี ค่าความนิยม (goodwill) เป็นส่วนต่างของมูลค่ากิจการตามบัญชี กับมูลค่าที่ซื้อขายกันจริง โดยมากบริษัทที่ดำเนินธุรกิจมาเป็นระยะเวลานาน และมีผลประกอบการที่ดี เมื่อขายกิจการก็ย่อมขายได้ในราคาที่สูงกว่ามูลค่าตามบัญชี เนื่องจากที่ภาพลักษณ์ที่ดีเป็น premium ของมูลค่ากิจการนั่นเอง (http://tinyurl.com/z3u8nds)

                ค่าความนิยมเป็น "คุณค่าที่เกิดขึ้นภายในกิจการนั้นเอง คุณค่าที่เกิดขึ้นจนเป็นค่าความนิยมคือ ความสามารถในการหารายได้ มากกว่ากิจการที่อยู่ในอุตสาหกรรมประเภทเดียวกัน เกิดจากการมีความสัมพันธ์อันดีกับลูกค้า สถานที่ตั้งกิจการอยู่ในทำเลที่ดี การบริหารงานดีเป็นที่เชื่อถือ ประสิทธิภาพในการผลิตดี ผลประกอบการดี ทำกิจการค้ามานานจนเป็นที่รู้จักของบุคคลทั่วไป ทำให้เกิดความเชื่อถือ. . .กิจการที่ได้รับความนิยมจะตีราคาค่าความนิยมของตนเองขึ้นมาเป็นตัวเลขเพื่อบันทึกไว้ในบัญชีของกิจการไม่ได้"

                แต่ในอีกทางหนึ่ง "ค่าความนิยมจะเกิดขึ้นได้โดยการซื้อกิจการมาและกำหนดค่าความนิยมขึ้นจากการซื้อกิจการนั้นเท่านั้น มูลค่าของค่าความนิยมเกิดจากการจ่ายเงินส่วนหนึ่งเพื่อซื้อกิจการ เงินที่จ่ายเกินไปกว่าทุนของกิจการ (สินทรัพย์ - หนี้สิน) ถือว่าเป็นต้นทุนของค่าความนิยม. . .กิจการจะคงค่าความนิยมไว้ในบัญชีต่อไป โดยถือว่าค่าความนิยมเป็นสินทรัพย์ที่มีอายุไม่จำกัด ตราบใดค่าความนิยมยังคงอยู่และดีขึ้นเรื่อยๆ ให้คงจำนวนค่าความนิยมไว้ในบัญชีตลอดไป แต่เมื่อไหร่เจ้าของกิจการคิดค่าความนิยมเริ่มลดลงอาจเป็นเพราะการบริหารงานเริ่มไม่ดี มีคู่แข่งที่ดีกว่า ฯลฯ เจ้าของกิจการอาจจะประมาณว่าค่าความนิยมจะคงอยู่ได้เพียง 5 ปี ก็ให้จำหน่ายค่าความนิยมออกจากบัญชีภายในระยะเวลา 5 ปี (http://tinyurl.com/hudwzhs)

                อาจกล่าวได้ว่าค่าความนิยมขึ้นอยู่กับ

                1. ชื่อเสียงของผู้ประกอบการหรือกิจการนั้นๆ

                2. ความจงรักภักดี เช่น เวลาเราไปซื้อโจ๊ก ข้าวแกง หรือหมูตามเขียงหมู ก็มักจะซื้อร้านที่เราซื้อประจำ ไม่ "นอกใจ" ไปซื้อร้านอื่น เป็นต้น

                3. คุณภาพสินค้า ถ้าไม่มีคุณภาพ คนก็ไม่ไปใช้บริการ (ซ้ำ) เป็นต้น ชื่อเสียงก็ไม่ขจรขจายนั่นเอง

                4. ทำเล ในวงการประเมินค่าทรัพย์สิน ทำเลเป็นสิ่งสำคัญเป็นอย่างยิ่งนั่นเอง

                ทางแก้ในกรณีของบริษัทจีนแห่งนี้ก็คือต้องรีแบรนด์ใหม่ เปลี่ยนชื่อเสียงเรียงนามใหม่ เปลี่ยนผู้บริหารใหม่ที่ไม่ใช่แค่เอาลูกชายมานั่งแทน  และสร้างผลงานที่ดี  ส่วนตัวประธานก็คงต้องหายไปจากวงการ!

 


 

ที่มาของภาพ: https://bit.ly/2YH1TF4


ผู้แถลง:
ดร.โสภณ พรโชคชัย (sopon@area.co.th) ประธาน ศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ไทย บจก. เอเจนซี่ ฟอร์ เรียลเอสเตท แอฟแฟร์ส หรือ AREA (www.area.co.th): ซึ่งเป็นองค์กรที่มีฐานข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ภาคสนามขนาดใหญ่ที่สุดและปรับปรุงให้ทันสมัยที่สุดในประเทศไทย และดำเนินการเก็บข้อมูลต่อเนื่องมาตั้งแต่ พ.ศ.2537 เป็นศูนย์ข้อมูลที่มีความเป็นกลางทางวิชาการ และเป็นอิสระทางวิชาชีพ โดยไม่ถูกครอบงำโดยผู้มีส่วนได้ส่วนเสียใด ๆ สมาชิกของศูนย์ข้อมูลฯ ได้รับข้อมูลที่เป็น First-hand information ในเวลาเดียวกัน

อ่าน 569 คน
2019 Copyright © by area.co.th All Rights Reserved