ปลูกมะนาวเลี่ยงภาษีที่ที่ดิน: จริงๆ เลี่ยงได้เด็ดกว่านี้
  AREA แถลง ฉบับที่ 648/2562: วันพฤหัสบดีที่ 19 ธันวาคม 2562

ผู้แถลง: ดร.โสภณ พรโชคชัย
ประธาน ศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ไทย
บจก.เอเจนซี่ ฟอร์ เรียลเอสเตท แอฟแฟร์ส
sopon@area.co.th

        ตามที่มีข่าวมีคนปลูกมะนาว 20 ไร่แถวถนนรัชดาภิเษกเพื่อเลี่ยงกฎหมายภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง อันนี้เป็นตัวอย่างการฉ้อฉลของกฎหมายที่ออกมาเพื่อคนรวยโดยตรง แต่อันที่จริงมีทางเลี่ยงกฎหมายที่ ‘เด็ด’ กว่านี้ คือไม่ต้องเสียเลย

        พระกิตติโสภโณ (ดร.โสภณ พรโชคชัย ประธานศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ไทย บจก.เอเจนซี่ ฟอร์ เรียลเอสเตท แอฟแฟร์ส: www.area.co.th) ให้ความเห็นต่อการที่เจ้าของที่ดินแปลงหนึ่งปลูกมะนาวเพื่อเลี่ยงภาษี  ตามข่าวกล่าวว่า “ที่ดินดังกล่าวมีขนาดกว่า 20 ไร่เศษ หากคำนวณในราคาประเมินตารางวาละ 400,000 บาท จะมีราคาไร่ละ 160 ล้านบาทและทั้งหมด 20 ไร่ จะมีมูลค่า 3,200 ล้านบาท หากเสียภาษีกรณีประกอบเกษตรกรรม มีอัตรา 0.10% หรือล้านละ 1,000 บาท จะเท่ากับ 3,200,000 บาทต่อปี แต่ถ้าเสียภาษี กรณีที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างที่ว่างเปล่า จะเสียภาษีอัตรา 0.60% หรือล้านละ 6,000 บาท เท่ากับ 19,200,000 บาทต่อปี” (https://bit.ly/36QGqNE)

        ดร.โสภณกล่าวว่าในญี่ปุ่นในสมัยก่อน ก็มีการปลูกข้าวในใจกลางกรุงโตเกียว แต่ปัจจุบันเขาก็อุดช่องโหว่แบบนี้ แต่กรณีสวนมะนาว ดร.โสภณสรุปว่าที่ดินแปลงนี้เสียภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างตามลักษณะที่ดินการเกษตรแน่นอน เว้นแต่พิสูจน์ได้ว่าเป็นการเลี่ยงกฎหมาย (แต่คงไม่มีใครไปสำรวจ) ดร.โสภณเสนอว่าให้จัดเก็บภาษีอัตราเดียวในเบื้องต้นเช่น 0.5% โดยไม่สนใจสภาพการใช้ที่ดิน จะได้ไม่มีใครเลี่ยงกฎหมายแบบนี้

        อันที่จริงที่ดินแปลงนี้มีราคาตลาดจริง ตารางวาละ 800,000 บาท ราคา 1-1.2 ล้านเป็นแค่ราคาเรียกขาย ดังนั้นราคา ที่ดินแปลงนี้ควรมีมูลค่า 6,400 ล้านบาท ถ้าเสียภาษี 2% ต่อปีเช่นในต่างประเทศ ควรเสียปีละ 128 ล้าน เสียเช่นนี้จึงป้องกันการกักตุนที่ดิน  แต่เสียแบบเกษตรกรรม เสียเพียง 3.2 ล้านบาท  ต่อให้เจ้าของที่ดินนำเงินไปบริจาคสัก 100 ล้านต่อปี เช่น พวกเจ้าสัว ก็ยังเทียบไม่ได้กับการเลี่ยงภาษี

        อย่างไรก็ตามมีช่องเลี่ยงกฎหมายที่เทพขิงๆกว่านี้ กล่าวคือทรัพย์สินเอกชนที่ให้ราชการใช้เพื่อสาธารณประโยชน์" อย่างกรณีที่ดินของนายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ ในช่วงก่อนที่ยกให้เป็น "สวนชูวิทย์" ให้สาธารณชนใช้ในเวลากลางวันนั้น มีมูลค่าราว 5,040 ล้านบาท (https://goo.gl/2HPNJR) ถ้าต้องเสียภาษี 0.3% ก็จะเป็นเงิน 15.12 ล้านบาทต่อปี ถ้าต้องเสียจนถึงชนเพดาน 3% ก็เป็นเงิน 151.2 ล้านบาทต่อปี แต่การให้ราชการใช้ประโยชน์เป็นสวนสาธารณะ หรือเป็นสนามฟุตบอลประจำเขต เป็นที่จอดรถทางราชการในช่วงที่ยังไม่ได้นำไปใช้ประโยชน์ ก็ไม่ต้องเสียภาษี อย่างนี้ในแง่หนึ่งก็ควรจะมอบโล่ให้เจ้าของที่ดินที่บำเพ็ญประโยชน์ต่อสังคม แต่ในอีกแง่หนึ่งนี่คือการเลี่ยงภาษีอย่างแนบเนียนที่สุด

        กฎหมายทรราชแบบ พ.ร.บ. ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ช่วยคนรวยนี้ เปิดช่องให้คนรวยเสียภาษีแต่น้อยที่สุด แถมพยายามประเมินราคาที่ดินให้ต่ำกว่าความเป็นจริงที่สุดโดยเฉพาะในเขตใจกลางเพื่อเลี่ยงภาษี อย่างมีประสิทธิภาพที่สุด


ผู้แถลง:
ดร.โสภณ พรโชคชัย (sopon@area.co.th) ประธาน ศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ไทย บจก. เอเจนซี่ ฟอร์ เรียลเอสเตท แอฟแฟร์ส หรือ AREA (www.area.co.th): ซึ่งเป็นองค์กรที่มีฐานข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ภาคสนามขนาดใหญ่ที่สุดและปรับปรุงให้ทันสมัยที่สุดในประเทศไทย และดำเนินการเก็บข้อมูลต่อเนื่องมาตั้งแต่ พ.ศ.2537 เป็นศูนย์ข้อมูลที่มีความเป็นกลางทางวิชาการ และเป็นอิสระทางวิชาชีพ โดยไม่ถูกครอบงำโดยผู้มีส่วนได้ส่วนเสียใด ๆ สมาชิกของศูนย์ข้อมูลฯ ได้รับข้อมูลที่เป็น First-hand information ในเวลาเดียวกัน

อ่าน 6,929 คน
2020 Copyright © by area.co.th All Rights Reserved