วันศุกร์ที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2568 ดร.โสภณ พรโชคชัย นายกสมาคมการค้าอสังหาริมทรัพย์สากล (FIABCI-Thai) จัดงานสัมมนาพิเศษ “การเตรียมความพร้อมก่อนให้ต่างชาติซื้อ-เช่า อสังหาริมทรัพย์ในไทย” ณ โรงแรมโนโวเทล กรุงเทพ แพลทินัม ประตูน้ำ และได้กล่าวรายงานต่อ นายวิสาร เตชะธีราวัฒน์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ดังนี้:
.........
คำกล่าวรายงานต่อ
นายวิสาร เตชะธีราวัฒน์
ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย
ในงานสัมมนาพิเศษ
การเตรียมความพร้อมก่อนให้ต่างชาติซื้อ-เช่า อสังหาริมทรัพย์ในไทย
วันศุกร์ที่ 22 สิงหาคม 2568 ณ โรงแรมโนโวเทล กรุงเทพ แพลทินัม ประตูน้ำ
โดย ดร.โสภณ พรโชคชัย
นายกสมาคมการค้าอสังหาริมทรัพย์สากล (FIABCI-Thai)
กราบเรียน ท่านวิสาร เตชะธีราวัฒน์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย
ในนามของสมาคมการค้าอสังหาริมทรัพย์สากล หรือ FIABCI-Thai กระผมและคณะกรรมการและสมาชิกสมาคมรู้สึกได้รับเกียรติเป็นอย่างยิ่งที่ท่านให้ความกรุณามาเปิดงานสัมมนาพิเศษเรื่อง การเตรียมความพร้อมก่อนให้ต่างชาติซื้อ-เช่า อสังหาริมทรัพย์ในไทยในวันนี้
การให้ต่างชาติเช่า ซื้อหรือครอบครองอสังหาริมทรัพย์ในไทย เป็นเรื่องที่อยู่ในความรับผิดชอบโดยตรงของกระทรวงมหาดไทย ที่จะดูแลประโยชน์และความมั่นคงของชาติ ตลอดจนการช่วยอำนวยความสะดวกแก่ชาวต่างชาติที่จะมาพำนักในประเทศไทย
จากผลการสำรวจของศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ไทย บจก.เอเจนซี่ ฟอร์ เรียลเอสเตท แอฟแฟร์ส ซึ่งเป็นศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทร้พย์แห่งแรกในประเทศไทยตั้งแต่ปี 2537 และสำรวจข้อมูลทั่วประเทศไทยและในอาเซียนพบว่า นักลงทุนจากเมียนมา ลาว กัมพูชาต่างเลือกไทยเป็นจุดหมายในการซื้ออสังหาริมทรัพย์เป็นอันดับที่ 1 ส่วนประเทศเพื่อนบ้านอื่น เช่น เวียดนาม มาเลเซีย ฟิลิปปินส์และอินโดนีเซีย ก็เลือกไทยเป็นอันดับต้นๆ ยิ่งกว่านั้นชาติใหญ่ๆ โดยเฉพาะจีน อินเดีย เกาหลี ญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกาและยุโรปก็สนใจซื้ออสังหาริมทรัพย์ในไทยเช่นกัน
ประเทศไทยมีข้อดีหลายประการที่ต่างชาตินิยมมาซื้อบ้าน เพราะ ประเทศไทยมีความมั่นคงมากเมื่อเทียบกับหลายประเทศ มีเสถียรภาพทางเศรษฐกิจที่มีขนาดเศรษฐกิจที่ใหญ่ ประเทศไทยยังมีกฎระเบียบที่เปิดโอกาสให้ต่างชาติซื้ออสังหาริมทรัพย์ได้ไม่ยากนัก และแทบไม่มีภาระภาษีเท่าที่ควร ยิ่งกว่านั้นอัตราผลตอบแทนในการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ ก็เป็นที่ยอมรับได้เช่นกัน สมาคมการค้าอสังหาริมทรัพย์สากลหรือ FIABCI-Thai จึงจัดงานนี้ขึ้นเพื่อระดมสมองในเรื่องการซื้ออสังหาริมทรัพย์ของคนต่างชาติ
อย่างไรก็ตามประเทศไทยก็ยังมีข้อจำกัดที่ควรแก้ไขหลายประการ เช่น วีซ่าในกรณีระยะเวลาการอยู่อาศัยของชาวต่างชาติ ระบบราชการที่ไม่เอื้ออำนวยต่อการซื้อขาย และเรื่องความโปร่งใส รวมทั้งโควตาที่ให้ต่างชาติสามารถซื้อและครอบครองที่อยู่อาศัยได้ 49% กระผมเชื่อว่าหากชาวต่างชาติสามารถที่จะซื้อบ้านได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย ปัญหานอมินีหรือการต้องเลี่ยงกฎหมายต่างๆ ก็จะหมดไป และทำให้ชาวต่างชาติสามารถเข้ามาอยู่อาศัยได้อย่างสงบสุขมากขึ้น
สมาคม FIABCI Thai ขอถือโอกาสนี้ ฝากไปยังรัฐบาลว่า ไทยเราก็ควรที่จะมีมาตรการบางประการเพื่อให้การซื้อที่อยู่อาศัยของชาวต่างชาติ ไม่ได้เพียงเพื่อให้นายทุนเจ้าของโครงการต่างๆ ได้เงินจากการซื้อขายทรัพย์สินเท่านั้น แต่เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อชาติด้วย เช่น
1. ด้านภาษี ควรให้มีการจัดเก็บภาษีซื้อของชาวต่างชาติ เช่นที่สิงคโปร์ กำหนดไว้สูงถึง 60% แต่เราอาจเก็บเพียง 10-20% เช่นนานาอารยประเทศ หรือภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ก็ควรเก็บตามราคาตลาด ในอัตราที่เหมาะสมเช่น 0.5%-1% ทุกปี รวมทั้งภาษีกำไรจากการขายต่อ และภาษีมรดกที่จัดเก็บตามราคาตลาดเพื่อลดความเหลื่อมล้ำในหมู่ประชาชน ภาษีเหล่านี้คนไทยที่ไปซื้อบ้านในต่างประเทศ ต่างก็ต้องเสีย ดังนั้นคนต่างประเทศที่มาซื้อบ้านในไทยก็คงเข้าใจเช่นกัน และยินดีเสียภาษี แทนที่จะใช้วิธีเลี่ยงกฎหมาย ซึ่งอาจถูกรีดไถจากเจ้าหน้าที่ของรัฐอย่างต่อเนื่อง
2. ด้านราคา ไทยอาจกำหนดราคาขั้นต่ำ เช่น ในกรณีอินโดนีเซียกำหนดไว้ไม่ต่ำกว่า 10 ล้านบาท หรือในกรณีมาเลเซียกำหนดไว้ไม่ต่ำกว่า 15 ล้านบาท เพื่อป้องกันไม่ให้ต่างชาติมาแย่งซื้อจากคนไทยที่เป็นผู้มีรายได้น้อยและชนชั้นกลาง
3. ด้านการถือครอง เช่น การมีกรรมสิทธิ์สมบูรณ์ที่ควรกำหนดให้ชัดเจนทั้งบ้าน ที่ดินและอาคารชุด ระยะเวลาการครอบครอง เช่น 50 ปี ในกรณีเวียดนาม หรือ 70 ปีในกรณีของจีน เป็นต้น
4. ด้านข้อกฎหมาย โดยในประเทศทั่วโลก การซื้อขายอสังหาริมทรัพย์จำเป็นต้องมีการใช้ Escrow Account ในประเทศไทยก็มี พรบ.การดูแลผลประโยชน์ของคู่สัญญา พ.ศ.2551 และแก้ไข พ.ศ.2562 ในประเทศไทย แต่เป็นในลักษณะอาสาสมัคร แต่ในนานาชาติ ถือเป็นภาคบังคับเพื่อคุ้มครองเงินดาวน์ของผู้ซื้อบ้าน ถ้าผู้ซื้อบ้านมีความมั่นใจว่าเงินที่วางไว้ไม่หายไป คนซื้อทั้งไทยและเทศ ก็ต่างจะมั่นใจในตลาดมากขึ้น เป็นต้น
สมาคมการค้าอสังหาริมทรัพย์สากล FIABCI-Thai เชื่อมั่นว่า ภายหลังจากการสัมมนาพิเศษในวันนี้ สมาคมจะได้รวบรวมแนวทางการการเตรียมความพร้อมก่อนให้ต่างชาติซื้อ-เช่า อสังหาริมทรัพย์ในไทยเพื่อนำเสนอต่อรัฐบาลโดยเฉพาะกระทรวงมหาดไทยและส่วนราชการที่เกี่ยวข้องอื่นๆ เพื่อประกอบการพิจารณาให้เป็นประโยชน์ต่อทุกฝ่าย
สมาคม FIABCI-Thai ขอขอบพระคุณ ท่านวิสาร เตชะธีราวัฒน์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และอดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย และอดีต ส.ส.ถึง 9 สมัย อีกครั้งที่กรุณามาเป็นประธานในงานสัมมนาพิเศษนี้ และขอเรียนเชิญท่านโปรดกล่าวเปิดการสัมมนาและแสดงปาฐกถาพิเศษเพื่อเป็นสิริมงคลแก่ผู้เข้าร่วมสัมมนาทุกท่าน
กราบเรียนเชิญท่านครับ





